ความเชื่อ just believe

วันพุธที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2562

เขียนเพื่อเตือน

คำตัดสินในโลกของวิญญาณ ผู้เขียนจะเห็นเป็นบางครั้ง เห็นท่านยมบาลกำลังคุยกับวิญญาณที่ไปฟ้องท่านว่า "ที่ต้องไร้บุญกุศล ไปผุดไปเกิดไม่ได้ เพราะถูกพวกเดรัจฉานวิชาใช้ให้ไปเบียดเบียนคิดร้ายผู้คน" ท่านจึงกล่าวออกมาว่า "เห็นมั๊ย เจ้าเห็นแล้วใช่ไหม ไปจัดการซะ หากเจ้าทำไม่ได้ เราจะไปจัดการเอง" แล้วท่านก็กล่าวอีกประโยคหนึ่งว่า "เบียดเบียนดวงจิต ของผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ เบียดเบียนดวงจิต ของผู้ที่ตายไปแล้ว เป็นบาปมหันต์ บุญกุศลใดๆ ก็ลบล้างบาปกรรมที่ทำไว้ไม่ได้"


และมีชายหญิงคู่หนึ่ง ท่านได้กล่าวกับชายหญิงคู่นั้นว่า "บัดนี้ บุตรของพวกเจ้า ได้ก่อบาปทำเวรกับมนุษย์ไว้มากมาย พวกเจ้าจึงต้องชดใช้กรรม" ทำให้ผู้เขียนได้รู้ว่า "บุญกุศลส่งถึงบุพพการีได้ บาปอกุศลก็ส่งถึงได้เช่นกัน

วันอาทิตย์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2562

รู้..เมื่อถึงเวลา

ไม่ต้องนั่งสมาธิ ไม่ต้องนั่งทางใน ก็สามารถเห็นในอีกมิตินึงได้ หากในอีกมิตินึงอยากให้เห็น เรื่องนี้เกิดขึ้นกับผู้เขียนเอง เมื่อหลายปีก่อนผู้เขียนทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ และพักอาศัยอยู่ในอพาร์ตเม้นต์แห่งหนึ่ง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในขณะที่ผู้เขียนนั่งดูโทรทัศน์ และกำลังรับประทานอาหาร อยู่ดีๆก็เห็นตนเองไปยืนอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่ง เป็นพื้นดินที่มีทางคดเคี้ยว มีอุโมงค์เหมือนเป็นถ้ำหลายๆช่อง ผู้เขียนก็งงว่าไปยืนอยู่ที่นั่นได้อย่างไร จึงเดินไปเรื่อยๆเพื่อหาทางออก ช่วงระหว่างทางที่เดินไป ทางด้านซ้ายมือของผู้เขียน  มีใครก็ไม่รู้ รูปร่าง ลักษณะ หน้าตาดูคล้ายๆกัน ทุกคนมีสีเทาทั้งตัว ยืนเบียดกันอยู่ที่พื้นดินด้านล่าง ต่ำกว่าจุดที่ผู้เขียนยืนอยู่ ยืนกันอยู่เยอะแยะมากมาย ถ้านับเป็นระยะทาง คงยาวเป็นกิโล ตอนแรกผู้เขียนได้แต่มอง และเดินผ่านไป ในใจก็ได้แต่คิดว่า สิ่งที่เห็น คืออะไร แล้วฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า แผ่เมตตาให้เขาหน่อย คงไม่เป็นไร จึงเดินย้อนกลับไป เมื่อเดินไปถึงในจุดที่ผ่านมา ก็มีผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นมาว่า "ช่วยไปบอกญาติพี่น้องของพวกเรา ให้ทำบุญให้พวกเราบ้าง บุญกุศลของพวกเรามีไม่มากพอที่จะไปเกิด หากบุญกุศลของพวกเรามีมากพอ พวกเราจะได้หลุดพ้นจากนรกขุมนี้ซะที" ผู้เขียนจึงตอบกลับไปว่า"เราไม่รู้จักกับญาติพี่น้องของพวกเจ้า แล้วเราจะไปบอกกับญาติพี่น้องของพวกเจ้าได้อย่างไร เราแผ่เมตตาให้พวกเจ้าก็แล้วกัน เผื่อจะช่วยบรรเทาความทุกข์ของพวกเจ้าได้บ้าง อิทัง สัพพะสัตตานังโหนตุ สุขิตาโหนตุ สัพเพสัตตา ความทุกข์ของพวกเจ้าทั้งหลาย จงทุเลาเบาบางลงไปเถิด"พูดจบผู้เขียนก็เดินต่อไป เพื่อหาทางออก พลันสายตาก็เหลือบไปเห็น ทางด้านขวามือ มีชายผู้หนึ่งรูปร่างท้วม แต่งองค์ทรงเครื่อง ผู้เขียนรู้ทันทีว่า ไม่ใช่ธรรมดาทั่วไปอย่างแน่นอน กำลังนั่งอ่านตำราอะไรบางอย่างอยู่ อยากจะไปถามถึงทางออก แต่ก็คิดขึ้นมาได้ว่า อย่าไปรบกวนท่านดีกว่า เดินหาทางออกเองแล้วกัน ช่วงที่กำลังเดินอยู่นั้น สักพักก็รู้สึกว่า ตัวเองกำลังนั่งรับประทานอาหารและดูโทรทัศน์ ก็ยังงงกับสิ่งที่เห็นว่า เกิดขึ้นได้อย่างไร หลังจากนั้น ก็จะได้เห็นได้ยิน ได้ฟังถึงคำตัดสิน บัญชีกรรม ณ.สถานที่แห่งนั้น อยู่บ่อยครั้ง แล้วจะเขียนให้ได้อ่านในตอนต่อไป

วันเสาร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

วิธีเอาชนะกรรมชั่ว

กรรมคือการกระทำ จะเอาชนะกรรมชั่วไม่ใช่เรื่องยาก อยู่ที่ใจของตนเองว่า มีความเข้มแข็งทางจิตมากแค่ไหน มีสติปัญญา มีความรู้ตัวของตัวเองมากแค่ไหน หากคิดว่าตนเองเป็นผู้ที่ดีแล้ว เป็นผู้ที่เจริญทางด้านจิตวิญญาณดีแล้ว และไม่เป็นผู้ที่ใฝ่ต่ำ ไม่เป็นผู้ที่กระทำในเหตุแห่งความอุบาทว์ทั้งปวง เช่น ไม่เป็นผู้ที่คิดร้ายผู้อื่น ไม่เป็นผู้ที่เชื่ออะไรอย่างงมงาย ยึดหลักเหตุและผลในการดำเนินชีวิต ไม่เห็นความเดือดร้อนของผู้อื่นเป็นความสุขส่วนตน ไม่ชอบกระทำในเหตุแห่งการเบียดเบียน ไม่ยุ่งไม่ข้องเกี่ยวในเรื่องของการเบียดเบียนทั้งปวง มีจิตใจเป็นบุญเป็นกุศล สามารถเอาชนะความชั่วที่มีอยู่ในใจ ไม่ปล่อยให้จิตวิญญาณของความชั่วเข้าครอบงำ จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว แม้รูปกายสังขารจะเป็นเช่นไร แต่จิตใจของตนดี สิ่งที่อยู่นอกเหนือจากนั้น ก็จะทำอันตรายไม่ได้ แม้จะเป็นผีหรือวิญญาณร้ายตนใดๆ ก็มักจะพ่ายแพ้ให้กับผู้ที่มีจิตวิญญาณที่เข้มแข็ง เป็นมนุษย์หากมีจิตวิญญาณที่อ่อนแอก็มักจะอยู่บนโลกใบนี้ได้ยาก จิตวิญญาณที่เข้มแข็งเท่านั้นจึงจะอยู่บนโลกใบนี้ได้อย่างปลอดภัย แม้จะมีสิ่งชั่วร้ายใดๆเข้ามาในชีวิต ก็จะรู้วิธีจัดการกับสิ่งที่ชั่วร้ายนั้นๆ และกำจัดสิ่งชั่วร้ายทั้งหลายเหล่านั้นให้อยู่ห่างไกล ความมีสติ ความรู้ตัว ความเข้มแข็งทางจิต เอาชนะกรรมชั่วได้ทั้งปวง...


วันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

สิ่งที่แก้ไขไม่ได้

คือความตายที่เกิดขึ้นกับสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ผู้ที่ย้ำคิดย้ำทำกับสิ่งที่เรียกว่าความตาย และผู้ที่พยายามจะเรียกผู้ที่ตายไปแล้วให้หวนกลับคืน เป็นความคิดของผู้ที่ไม่มองโลกตามหลักของความเป็นจริง เป็นผู้ที่ไม่คำนึงถึงอนาคต เป็นผู้ที่ไม่มีความคิดที่จะเดินไปข้างหน้า เป็นผู้ที่ไม่คิดว่าชีวิตนั้นมีเวลา จึงแสวงหาอดีตที่ไม่หวนกลับคืน บางคนก็พยายามที่จะทำชีวิตให้จมอยู่กับอดีต เฝ้าพร่ำเพ้อรำพึงรำพันถึงสิ่งที่ผ่านไปแล้ว คิดถึง พูดถึงแต่เรื่องเดิมๆ ไม่ต่างอะไรกับคนบ้าที่ไร้สติในการแยกแยะผิดชอบชั่วดี เหมือนผู้ที่ซื้อตุ๊กตามาเลี้ยง ต้องให้ข้าว ให้น้ำ ให้อาหาร และพูดคุยกับตุ๊กตา ประหนึ่งว่าตุ๊กตานั้นมีชีวิต ซึ่งคนที่จิตปกติเขาไม่ทำกัน ตุ๊กตาไม่ใช่สิ่งมีชีวิต แต่มนุษย์กับคิดว่ามีวิญญาณของผู้ที่ตายไปแล้วอยู่ในนั้น เฝ้าท่องคาถาพร่ำเพ้อเรียกวิญญาณ เพราะต้องการให้ผู้ที่ตายไปแล้วหวนกลับคืน โดยลืมไปว่า สักวันผู้ที่เลี้ยงตุ๊กตาทั้งหลายก็ต้องตาย กลายเป็นผีเป็นวิญญาณ ที่แก้ไขให้กลับมามีชีวิตเหมือนเดิมไม่ได้ สิ่งที่ตายไปแล้วกับสิ่งที่ผ่านเลยไป คือ สิ่งที่แก้ไขไม่ได้ในโลกของความเป็นจริง การจมอยู่กับอดีต ไม่มีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน หากใครพร่ำเพ้อและยึดติดกับเรื่องในอดีต เขาหรือเธอมีแนวโน้มที่จะฆ่าตัวตาย เพราะรับกับชีวิตที่เป็นอยู่ในปัจจุบันไม่ได้ คนมีสติและไม่ไร้ซึ่งปัญญา จะอยู่กับโลกของปัจจุบันและมีชีวิตอยู่กับโลกของความเป็นจริง เมื่อถึงเวลาละจากกายสังขาร ก็รู้ถึงหนทางไป ทำให้ไปสู่ภพภูมิที่ดี ไม่ต้องวนเวียนวุ่นวาย ไม่ต้องยึดติดอยู่กับความตาย ไม่ต้องเป็นวิญญาณร้ายที่ทุกข์ทรมาน และไม่ต้องจมอยู่กับสิ่งที่แก้ไขไม่ได้...

วันเสาร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2562

ที่มาของกลิ่นสาบสาง

กลิ่นสาบสางเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผู้ที่เรียนเดรัจฉานวิชาคุณไสย เมื่อได้กลิ่นสาบสางบางคนก็จะนึกถึงผี คำว่าผีสางก็มาจากกลิ่นสาบสางนี่เอง เป็นจิตวิญญาณชั้นต่ำที่ไร้บุญกุศล หากเป็นมนุษย์แล้วมีกลิ่นสาบสางนั่นหมายถึงมนุษย์ผู้นั้นเป็นผู้ที่มีจิตวิญญาณชั้นต่ำ ผู้ที่อิจฉาริษยาผู้อื่น ผู้ที่เรียนรู้สมาธิแห่งบาป ผู้ที่เลี้ยงผีชั่ววิญญาณร้าย ผู้ที่ชอบทำคุณไสยใส่ผู้อื่น ผู้ที่ในอดีตชาติเคยเกิดอยู่ในชนชั้นจัณฑาล จะมีกลิ่นตัวที่เหม็นฉุนปนกลิ่นสาบสาง กลิ่นนี้จะอยู่ติดตัวไปจนตาย แม้ตายไปแล้วก็ยังส่งกลิ่นสาบสาง ผู้ที่เรียนไสยศาสตร์คุณไสย หมอผีสมัยก่อนจึงต้องไปอาศัยอยู่ในป่าช้า เพราะกลิ่นตัวที่ได้มาจากการเรียนวิชาแห่งบาป  หากใครเคยไปเที่ยวในป่า จะถูกเตือนให้ระวังหากได้กลิ่นสาบสางในป่า เพราะอาจจะเป็นกลิ่นของสัตว์ร้าย และไม่ควรเดินเข้าไปในทิศทางที่มีกลิ่นสาบนั้น หากได้กลิ่นสาบในบริเวณที่อาศัยอยู่ ให้ใช้สเปรย์ระงับกลิ่นที่มีขายทั่วไปได้เลย หากเป็นกลิ่นสาบที่ลอยมาตามสายลม ให้ท่องคาถาขับไล่ เพราะเป็นสิ่งที่หมอผีปล่อยไปตามสายลม เรียกว่า ลมเพลมพัด หากเป็นคุณไสยของแขก กลิ่นจะรุนแรงมาก ให้ใช้กลิ่นหอมแก้ ไปตามทิศทางที่ได้กลิ่น กลิ่นสาบนั้นก็จะจางหายไป...

วันศุกร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2562

สิ่งที่โจรผู้ร้ายขโมยไม่ได้

คือสิ่งที่อยู่ภายในจิตวิญญาณของมนุษย์ ได้แก่บุญกุศลที่สะสมมา จากอดีตชาติและปัจจุบันชาติ เป็นสิ่งที่เป็นของใครก็ของคนนั้น จะมาสูบมาคัดมาขโมยคงเป็นไปไม่ได้ ไม่มีคาถาบทใด จะขโมยเอาบุญกุศล ขโมยสิ่งดีในจิตวิญญาณของมนุษย์ เพราะเป็นสิ่งที่ขโมยไม่ได้ ไม่เช่นนั้น บุญกุศลของพระพุทธเจ้าคงถูกสูบคัดไปหมดแล้ว ไสยศาสตร์ทำร้ายได้เฉพาะผู้ที่มีจิตวิญญาณที่ชั่วร้าย พวกมันทั้งหลายจึงสูบคัดเอาความชั่วร้ายไปไว้กับตน เป็นจิตวิญญาณที่พ่ายแพ้แก่มาร ไม่มีสิ่งใดๆ จะสูบคัดเอาความดีของมนุษย์เพราะเป็นไปไม่ได้ คาถาบทสวดที่เขียนว่า สูบคัดอะไรก็แล้วแต่ เขียนไว้เพื่อใช้ทำลายไสยศาสตร์โดยเฉพาะ ในท้ายบทของคาถาเขียนว่า ทำลายเขาให้สูญสิ้น นั่นหมายถึง ให้เขาสูญสิ้นเหตุแห่งกรรมชั่วทั้งปวง เพราะกรรมชั่วจะไปอยู่กับผู้ที่ถอนเอง เนื่องด้วยมีจิตแห่งการเบียดเบียน กรรมชั่วจึงไปอยู่กับผู้ที่เบียดเบียนทั้งหลายนั้น โลกมนุษย์มีกฎเกณฑ์ โลกวิญญาณก็มีกฎเกณฑ์ คาถาอาคมก็มีกฎเกณฑ์ (ผู้เขียนเป็นผู้ที่ศึกษาคาถาอาคมจึงรู้กฎเกณฑ์ดี) จึงรู้ว่า จิตวิญญาณที่เบียดเบียนทั้งหลายไม่ปรารถนาบุญกุศล ไม่ปรารถนาที่จะสร้างกรรมดี จึงเบียดเบียนคิดร้ายผู้คน วิชาของโจรผู้ร้าย รู้ทั้งรู้ว่า เป็นวิชาลักขโมย เป็นวิชาที่ผิดศีลธรรมก็ยังไปเรียนกัน อย่างนี้จะเรียกว่า ปรารถนาสิ่งดีได้อย่างไร ในเมื่อตั้งใจที่จะผิดศีลธรรมตั้งแต่แรกแล้ว ผู้ที่ปรารถนาอยากรู้วาระจิตของผู้อื่น อยากรู้ในความคิดของผู้อื่น ที่ไม่มีประโยชน์อะไรกับตน ทำให้สิ้นเปลืองส่วนของความทรงจำที่ใช้ในการสะสมส่วนของบุญกุศล ส่วนที่สะสมในสิ่งดีทั้งหลาย จะถูกเบียดเบียนให้จดจำในสิ่งที่ไม่ดีแทน จะจดจำเรื่องของผู้อื่นจนลืมเรื่องของตน สมาธิใดๆที่สอนให้จดจำแต่เรื่องของผู้อื่น ย่อมไม่ใช่สมาธิที่ดี จิตที่ไม่จดจ่ออยู่กับตนเอง สุดท้ายก็จะกลายเป็นผู้ที่จิตหลุดไปโดยปริยาย เพราะจิตจะย้ำคิดย้ำทำ คิดแต่เรื่องและเหตุการณ์ของผู้อื่นอยู่เสมอ การคิดแต่เรื่องของผู้อื่นเป็นการเสียเวลาทางความคิดอย่างหนึ่ง กลายเป็นจิตวิญญาณของตน เป็นผู้ขโมยเวลาทางความคิดของตนเอง ชีวิตมนุษย์ต้องอยู่ด้วยความฉลาดทางความคิด คิดทำในสิ่งที่ดีให้กับตนเอง ดังคำกล่าวที่ว่า
              "สิ่งใดไม่เดือดร้อนเขา
              ไม่เดือดร้อนเรา จงทำ"
               "สิ่งใดเดือดร้อนเขา
               เดือดร้อนเรา อย่าทำ"

วันพฤหัสบดีที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2562

สิ่งที่ผีกลัว

ผีคือจิตภูติของผู้ที่ละจากกายสังขาร เป็นจิตวิญญาณของผู้ที่ประกอบแต่กรรมชั่ว เป็นจิตวิญญาณของบาปอกุศล เป็นผีที่คอยเบียดเบียนคิดร้ายผู้อื่น ผู้เรียนไสยศาสตร์มนต์ดำทั้งหลายเมื่อตายเป็นผีก็จะเป็นวิญญาณที่ชั่วร้าย ที่คนส่วนใหญ่มักเรียกชื่อกันไปต่างๆนาๆ เช่นผีปอบ ผีกระสือ ผีกระหัง ผีเปรต ผีพราย ผีแขก ผีกะ ผีโพง ผีกองกอย  คือวิญญาณของผู้ที่ตายไปแล้วไปเกิดเป็นผีชนิดต่างๆ คาถาบทสวดที่ใช้ไล่ผี จะใช้ได้เฉพาะผีบางจำพวก สิ่งที่ผีกลัวคือ การถูกสาปแช่งจากมนุษย์ เพราะรู้ว่ากรรมของการเบียดเบียนมันหนัก ยิ่งมาคิดร้ายมนุษย์ก่อน ทำให้คำสาปนั้นถึงผีร้ายอย่างง่ายดาย ผีจะกลัวมนุษย์ที่มันไปคิดร้าย เพราะในโลกวิญญาณจะถูกห้ามไม่ให้ยุ่งวุ่นวายกับมนุษย์ มีแต่มนุษย์ที่เข้าไปยุ่งวุ่นวายกับผี สุดท้ายก็มีสภาพเหมือนผีที่เข้าไปยุ่งวุ่นวาย ผีอยู่ส่วนผี คนอยู่ส่วนคน มนุษย์ทั้งหลายก็อยู่ส่วนมนุษย์ แต่หากผียังตามราวีไม่เลิก ให้ใช้วิธีกำจัดผี มีหลายแบบด้วยกัน ตั้งแต่จับผีเรียกสะกดไว้ หรือ ท่องคาถาทรมานผีจนกว่าผีจะไป เพราะการแผ่เมตตาไม่ใช่สิ่งที่ผีต้องการ หากปรารถนาความเมตตาคงไม่มาเบียดเบียน เป็นนิสัยสันดานของผีชั้นต่ำ คาถาทรมานผีมีหลายบท บทสวดที่ใช้กันทั่วไปก็ใช้ได้ คาถาท่านท้าวเวสสุวรรณก็ใช้ได้ คาถาบูชาพญามัจจุราชก็ใช้ได้ คาถาพระอุปคุตผูกมารก็ใช้ได้ คาถาจับปอบก็ใช้ได้ แต่ถ้าจับแล้วก็ต้องท่องคาถาถอนอีกครั้งนึง เพื่อไม่ให้ปอบมาเบียดเบียน ทุกอย่างอยู่ที่ใจเราว่า มีความเข้มแข็งทางใจมากน้อยแค่ไหน เพราะต้องใช้ความเข้มแข็งทางใจที่เหนือกว่าผีร้ายทั้งหลาย เรียกว่า ต้องฉลาดกว่าผีนั่นเอง เพียงแค่นี้ผีก็จะพ่ายแพ้ไป และทำอันตรายคนไม่ได้ ถึงแม้จะเป็นผีที่ถูกใช้มาจากพวกบ้าไสยศาสตร์ก็ตาม ก็จะพ่ายแพ้ไปหมด เพียงแค่ต้องฉลาดกว่าพวกมัน ก็เท่านั้นเอง...

วันอังคารที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2562

แสงสีในวิญญาณ

วิญญาณเป็นพลังงานอย่างหนึ่งที่มีแสงสีในตัวเอง หากเป็นวิญญาณที่มีบุญกุศลเป็นพลังงานที่ดี จะมีแสงสีขาวหรือสีเหลืองอ่อน หากเป็นวิญญาณที่มีแต่บาปอกุศล จะมีแสงสีดำ มนุษย์ที่ยังไม่ตายก็สามารถมีพลังงานของแสง ที่เรียกว่า แสงออร่า เป็นพลังงานของแสงที่รายล้อมอยู่รอบตัว ในโลกของวิญญาณ จะมีวิธีการจำแนกแยกชนชั้นของวิญญาณด้วยแสงที่ปรากฏออกมา เป็นวิญญาณชั้นสูงกับวิญญาณชั้นต่ำ วิญญาณดีและวิญญาณชั่ว วิญญาณบาปและวิญญาณบุญ วิญญาณที่มีแต่ความทุกข์จะเป็นเงาที่มีรูปร่างสีดำ เป็นวิญญาณร้ายที่ควรอยู่ห่างไกล เพราะวิญญาณประเภทนี้จะไร้จิตสำนึกที่ดี และพร้อมจะทำร้ายมนุษย์อยู่เสมอ ผู้ที่จิตวิญญาณที่ชั่วร้าย อิจฉาริษยาผู้อื่น ผู้ที่เรียนไสยศาสตร์มนต์ดำ จะมีแสงออร่าเป็นสีดำ จะถูกจำแนกว่าเป็นจิตวิญญาณชั้นต่ำ ถึงแม้จะกระทำตนเป็นผู้ถือศีลบวชอยู่ในศาสนาใดๆก็ตาม แต่ภายในใจเป็นผู้ที่คิดร้ายผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้จะทำบุญสวดสรรเสริญบูชาองค์ศาสดาก็ไม่สามารถจะลบล้างแสงสีดำที่มีอยู่ในตนเอง เพราะจิตใต้สำนึกเป็นผู้ที่ชั่วร้าย จัดอยู่ในประเภทจิตวิญญาณชั้นต่ำ จากแสงสีที่มีอยู่ในตนเอง การไปเกิดตามภพภูมิต่างๆก็จำแนกจากแสงสีของจิตวิญญาณ ยิ่งแสงสีขาวหรือสีเหลืองอ่อนสว่างมากเท่าไหร่ก็ไปเกิดยังภพภูมิที่สูงมากขึ้นเท่านั้น เทวดาชั้นสูงจึงมีแสงที่สว่างมาก และจะมองมนุษย์โดยรู้เท่าทัน ด้วยแสงออร่าในกายมนุษย์นั่นเอง ยิ่งคิดดี ทำดี รักษาใจกาย ให้เป็นผู้ที่มีจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์มากเท่าไหร่ พลังงานของแสงสีขาวก็จะแสดงออกมามากเท่านั้น โดยไม่ต้องแสดงสิ่งใดออกมา เพราะพลังงานที่ดี จะเป็นตัวจำแนกอยู่แล้ว 

วันเสาร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2562

ไสยศาสตร์กับความสกปรกในใจมนุษย์

สมาธิแห่งบาปที่หลอกลวงผู้คนว่าสอนวิชาพลังจิต แท้ที่จริงคือการสอนให้ดึงพลังงานของชีวิตออกมาใช้ และที่บอกว่าจะใช้สมาธิที่เรียนควบคุมดวงวิญญาณทั้งหลายนั้น แท้ที่จริงคือ คุมไม่ได้แม้แต่วิญญาณของตนเอง ไม่เช่นนั้น คงไม่มีใครที่เรียนสมาธิแห่งบาปแล้วตาย ในเมื่อคุมความตายที่จะเกิดขึ้นกับตนเองไม่ได้ แล้วจะไปคุมดวงวิญญาณอื่นได้อย่างไร ดวงวิญญาณที่ใช้ให้ไปเบียดเบียนคิดร้ายผู้อื่นนั้น แท้ที่จริงแล้วคือญาติของผู้ที่เรียนสมาธิแห่งบาปทั้งหลาย อาจจะเป็นพ่อแม่ ญาติพี่น้องปู่ย่า ตายาย ลุงป้าน้าอา ลูกพี่ลูกน้องของผู้ที่เรียนไสยศาสตร์คุณไสย เป็นญาติของผู้ที่เรียนสมาธิแห่งบาปที่ตายไปแล้ว ที่รอรับส่วนบุญส่วนกุศลแต่ได้บาปอกุศลไปแทน ทำให้วิชาสมาธิแห่งบาปเสื่อมถอย พลังชีวิตเสื่อมและจะสูญสลาย ยากแก่การอาศัยอยู่ในกายสังขารของมนุษย์ และจะเจ็บป่วยโดยไม่มีสาเหตุ เนื่องด้วยพลังชีวิตที่ลดลง จนกลายเป็นผู้ที่จิตบกพร่องไปโดยปริยาย บกพร่องทั้งบุญกุศล บกพร่องทั้งความดี บกพร่องทั้งศีลธรรม กลายเป็นผู้ที่มีใจสกปรก เพราะไม่รู้ว่า กรรมของการเบียดเบียนมันหนักหนา เกินกว่าที่จะลบล้างด้วยบุญกุศลใดๆ และไม่มีบุญกุศลใดๆจะสนับสนุนให้เดินไปสู่เส้นทางที่ดี มนุษย์จะรู้สึกตัวก็ต่อเมื่อสาย เมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิต แม้ปัจจุบันผู้ที่เรียนสมาธิแห่งบาปจะไร้ที่อยู่อาศัย ก็ไม่ได้ทำให้ได้รู้สึกตัว ยังพยายามก่อบาปทำเวรกับผู้คน จึงมีผู้ที่ต้องตายอย่างศพไม่สวยเท่าไหร่ ล้วนเกี่ยวข้องกับผู้ที่เรียนรู้สมาธิแห่งบาปทั้งสิ้น บางคนก็ถูกเผาทั้งเป็น บางคนก็ตายเป็นหมู่คณะ บางคนก็สิ้นเนื้อประดาตัวถูกฟ้องล้มละลาย จากเศรษฐีกลายเป็นยาจก เพราะฤทธิ์แห่งแรงกรรมที่คิดร้ายผู้อื่น ความสกปรกในใจของมนุษย์ จะทำลายมนุษย์ด้วยความสกปรกในใจ ซึ่งล้างออกได้ยาก กลายเป็นจิตวิญญาณที่ไม่บริสุทธิ์ เลอะเปรอะเปื้อนไปด้วยกิเลสและตัณหา เลอะไปด้วยความอิจฉาริษยา เลอะไปด้วยความปรารถนาอยากเบียดเบียนผู้อื่น เลอะไปด้วยความทุกข์ในใจที่ทำร้ายผู้อื่นไม่ได้ หม่นหมองเพราะคิดร้ายผู้อื่นไม่ได้ นี่คือตัวอย่างที่เกิดขึ้นกับผู้ที่เรียนสมาธิแห่งบาป เป็นการบังคับให้มนุษย์มีจิตใจที่สกปรก (เขียนจากประสบการณ์ที่ได้พบเจอผู้คนและดวงวิญญาณที่หลากหลาย)ทำให้แยกได้ถึงสาเหตุของความสกปรกในใจมนุษย์ 

วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2562

กรรมของการเบียดเบียน

ผู้ที่เบียดเบียนผู้อื่น เพราะไม่มีในสิ่งที่ผู้อื่นมี เบียดเบียนคนดี เพราะไม่มีความดีในจิตวิญญาณ เบียดเบียนทรัพย์สินของผู้อื่น เพราะไม่มีในทรัพย์สินเหมือนผู้อื่น เบียดเบียนในโชคลาภของผู้อื่น เพราะไม่มีโชคลาภเหมือนผู้อื่น เบียดเบียนการงานของผู้อื่น เพราะไม่มีการงานเหมือนผู้อื่น เบียดเบียนความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น เพราะไม่มีความเป็นมนุษย์เหมือนผู้อื่น เบียดเบียนบุญกุศลของผู้อื่น เพราะไม่มีบุญกุศลเหมือนผู้อื่น จริตของกรรมแห่งการเบียดเบียน ความหมายคือ ไม่มีในสิ่งที่ผู้อื่นมี ไม่มีสิ่งใดก็เบียดเบียนผู้อื่นในสิ่งนั้น ไม่มีคู่ ก็เบียดเบียนคู่ของผู้อื่น ไม่มีบ้านก็เบียดเบียนบ้านของผู้อื่น ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง ก็เบียดเบียนที่ดินของผู้อื่น

ผู้บกพร่องทางจิต

ความบกพร่องทางจิตของมนุษย์ เกิดจากความไม่พอดีในจิตวิญญาณ ไม่พอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ จึงเสาะแสวงหาในสิ่งที่คิดว่าจะมาเติมเต็ม บางคนคิดว่าตนเองขาดความรัก ก็พยายามทำให้ผู้อื่นมารักตนเอง หาวิธีต่างๆนาๆ จนกลายเป็นเหยื่อของพวกมิจฉาชีพที่หลอกลวงผู้คน เช่น การทำเสน่ห์ยาแฝด การลงอักขระที่ตัว การลงนะหน้าทอง การซื้อขายเครื่องรางอาถรรพ์ในรูปแบบที่เป็นอัปมงคลต่างๆ ผู้ที่มีความบกพร่องทางจิตบางจำพวกก็จะกลายเป็นผู้ที่ไร้ศีลธรรม จะมีจิตใจที่คิดร้ายผู้อื่นอย่างรุนแรง บางคนก็ไปเรียนไสยศาสตร์ ไปเรียนสมาธิแห่งบาป บางคนกลัวผี กลัวความตาย แต่กลับท่องคาถาเรียกผี เรียกความตาย เพื่อปรารถนาที่จะเบียดเบียนและทำลายผู้อื่น โดยไม่รู้ถึงโทษภัยในสิ่งที่ตนทำ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใด หรือเป็นผู้ที่บวชอยู่ในศาสนาต่างๆลัทธิต่างๆก็สามารถที่จะมีความบกพร่องทางจิต และเป็นผู้ที่ขาดความพอดีในชีวิตและจิตวิญญาณได้  เกิดจากพันธุกรรมอย่างหนึ่ง เกิดจากกรรมในอดีตชาติอย่างหนึ่ง เกิดจากสันดานอย่างหนึ่ง เกิดจากการไม่สมหวังในชีวิตอย่างหนึ่ง เกิดจากเคยถูกผู้อื่นเบียดเบียนอย่างหนึ่ง  จึงเป็นผู้ที่มักสร้างเรื่องสร้างปัญหา และคิดอยากให้ผู้อื่นเป็นเหมือนตนคือ ความขาดสิ่งดีในชีวิตและจิตวิญญาณ เห็นใครได้ดีเป็นต้องอิจฉา ยุยงผู้อื่นให้ไร้ศีลธรรมและขาดคุณธรรม ผู้บกพร่องทางจิตส่วนใหญ่จะไม่แสวงหาโชคลาภ ไม่แสวงหาทรัพย์สินเงินทอง แต่จะแสวงหาบาปอกุศล เพื่อเติมเต็มความบกพร่องทางจิตให้มีแต่บาปอกุศลมากยิ่งขึ้น (เขียนจากประสบการณ์ที่ได้พบเจอผู้คนหลากหลายในชีวิต) ผู้ที่แสวงหาโชคลาภแสวงหาทรัพย์สินเงินทอง ผู้ที่มีความขยันประกอบกิจการงาน จะคิดถึงแต่อนาคต เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับผู้ที่มีความบกพร่องทางจิตโดยสิ้นเชิง ลองสังเกตที่ตนเองว่า เป็นผู้ที่มีความเต็มในชีวิต หรือเป็นผู้ที่มีความขาดในชีวิต ปัจจัยทั้งห้าเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับมนุษย์ ผู้ที่มีความบกพร่องทางจิต จะไม่มีในปัจจัยทั้งห้าเหล่านี้ แม้เป็นผีก็ต้องไร้ที่อยู่อาศัย เป็นผีบ้าที่คอยเบียดเบียนคิดร้ายผู้คน ไม่ปรารถนาจะมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง บางคนก็อาศัยวัดเป็นที่หลับนอน  ยกตัวอย่าง บ้านผีปอบทั้งหลาย มีผีปอบตัวไหนที่ร่ำรวยเป็นเศรษฐีบ้าง มีตำหนักร่างทรงที่ไหนที่ร่ำรวยกว่าใครในโลกใบนี้บ้าง ผู้ที่มีความขาดจะหาความร่ำรวยได้ยาก ผู้ที่มีความเต็มในชีวิตจะหาความร่ำรวยได้ง่าย หากไม่อยากจะเป็นผู้ที่ยากจนเข็ญใจ จงรักษาความเต็มในชีวิต อย่าให้จิตวิญญาณ ของตนเองเป็นผู้ที่บกพร่องทางจิตอย่างเด็ดขาด...

วันจันทร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2562

ไสยศาสตร์

จุดเริ่มต้นของไสยศาสตร์ส่วนใหญ่ มาจากความเชื่อ โดยถูกสอนตามๆกันมา เริ่มจากอักขระเลขยันต์ ที่มีหลายภาษา ขึ้นอยู่กับพื้นที่นั้นว่านับถือสิ่งใด ในแต่ละภาคของประเทศก็ไม่เหมือนกัน ทางเหนือจะเป็นภาษาล้านนาเรียกว่า "ไสยศาสตร์ล้านนา"
ภาคอีสาน ส่วนใหญ่จะบูชาผี จะใช้ภาษาลาวซะส่วนใหญ่ ส่วนเขตชายแดนที่ใกล้กับเขมร ก็จะใช้ภาษาขอมในการทำพิธีทางไสยศาสตร์ ภาคใต้จะใช้ภาษายาวี คนส่วนใหญ่จะเรียกไสยศาสตร์ทางใต้ว่าไสยศาสตร์อิสลาม ภาคกลาง เปรียบเหมือนเซ็นเตอร์ ที่มีไสยศาสตร์หลายๆแบบอยู่ในที่เดียวกัน วิธีทำลายไสยศาสตร์ไม่ยาก ให้ทำลายที่จุดเริ่มต้นของไสยศาสตร์ ผู้เผยแพร่ไสยศาสตร์ ผู้ที่เลี้ยงผีร้ายทั้งหลาย จะรู้ได้ยังไงว่าที่ไหนไม่ยาก ผู้ที่อยู่วงการไสยศาสตร์จะรู้ดี ที่ไหนรับทำเสน่ห์ยาแฝด ที่ไหนขายของอาถรรพ์ ที่ไหนเปิดสอนสมาธิแห่งบาปวิชาของโจรผู้ร้าย สถานที่ทั้งหลายเหล่านั้นมีส่วนเป็นจุดเริ่มต้นของไสยศาสตร์ ของอาถรรพ์ทั้งหลายที่ขายอยู่ในวัด ก็ให้อยู่ในวัดไป ไม่ควรไปเอาออกมา เพราะวัดเป็นแหล่งรวมของสิ่งที่ไม่มีใครต้องการ สัตว์ที่มีลักษณะไม่ดี  คนส่วนใหญ่ก็จะเอาไปทิ้งวัด ข้อนี้คงปฏิเสธกันได้ยาก เพราะมันคือความจริง ที่ไม่มีใครแก้ไข วิชาไสยศาสตร์ บางอย่างก็ยังต้องใช้สิ่งของที่มีอยู่ในวัดมาเป็นส่วนประกอบในการทำพิธี เช่น เถ้ากระดูกคนตาย บาตรแตก ดินในป่าช้า ตะแกรงเผาผีที่มีอยู่ในวัด ตะปูตอกโลงศพ หากอยากเห็นผี ยังต้องไปที่วัด เพื่อไปทำพิธีกรรมเห็นผี มีหลายวิธี ตั้งแต่ขั้นพื้นฐานจนถึงขั้นยาก ง่ายที่สุดคือเดินวนรอบเมรุเผาผีสามรอบ ช่วงที่เดินจะมีความรู้สึกเหมือนใครเดินตาม เมื่อเดินครบสามรอบ ให้หยิบขี้เถ้าในเมรุมาทาที่ตา หรือถ้าใครกล้าจะผสมน้ำดื่มเลยก็ได้ แต่ผีจะติดตามคนๆนั้นไป แล้วก้มมองลอดหว่างขาของตนเองก็จะเห็น แต่ห้ามกลัว เพราะผีมันจะแกล้งคนที่กลัวมัน อีกวิธี นอนในโลงที่มีศพคนตาย แล้วท่องคาถาเรียกวิญญาณ สะอะนิโสฯ  วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่เรียนวิชาอาคม ไม่เช่นนั้นอาจจะไม่ได้ออกจากโลง คาถาที่ผีกลัวคือ คาถาสาปแช่ง ใช้ได้กับผีทุกประเภท ไสยศาสตร์อิสลามจะแพ้น้ำมันหมู กับยาเส้น และเครื่องเทศต่างๆ ไสยศาสตร์ล้านนา ผีกระเหรี่ยงทั้งหลาย จะแพ้พริกหรือของที่มีรสเผ็ดร้อน ไสยศาสตร์เขมรจะแพ้ขมิ้นและไพล และแพ้คาถาถอนโบสถ์ถอนเสมา ยาสั่งทั้งหลายจะแพ้มะนาว  แพ้ยี่หร่า ใบยี่หร่าลงอักขระตากให้แห้งบดเป็นผงใช้โรยในอาหารแก้ยาสั่ง หรือใช้เข็มเงินเช็คดูหากอาหารมียาสั่งเข็มจะมีสีคล้ำ ผีทางภาคอีสาน จะแพ้คนที่รู้ทันมัน และกลัวคนจะรู้ว่ามันเป็นใคร เมื่อมีคนรู้มันจะรีบย้ายถิ่นฐานทันที เพราะสมัยก่อนหากใครเป็นปอบจะถูกจับเผาทั้งเป็น คล้ายๆกับทางยุโรปในสมัยก่อน หากใครเป็นพ่อมดแม่มดจะถูกจับเผาทั้งเป็น ผีทางภาคอีสานจึงเป็นผีที่ค่อนข้างจะกลัวคน เวลาที่คิดร้ายใครจะไม่อยากให้ใครรู้ สังเกตได้ง่ายๆ คนที่เป็นปอบกระสือกระหังทั้งหลาย มักจะไม่กล้าสบตาผู้คน มักเก็บตัวและไม่สุงสิงกับใคร โกรธเกลียดใครจะไม่กล้าแสดงออก แต่จะแอบทำพิธีกรรมลับๆ นี่คือสาเหตุนึงที่ทำให้เป็นปอบ มักคิดร้ายผู้อื่นลับหลัง ผู้เรียนไสยศาสตร์ส่วนใหญ่จะไม่สนใจในเรื่องทำมาหากิน ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่ว่างงาน อาศัยอยู่กับผู้อื่น หรืออาศัยอยู่ตามวัดต่างๆ เพราะอยู่ฟรี กินฟรี ไม่ต้องห่วงเรื่องอนาคต ส่วนใหญ่จะไม่มีครอบครัว ไม่มีภาระหรือใครให้ต้องดูแล ไม่ต้องกังวลว่ากรรมจะถึงคนในครอบครัว เพราะส่วนใหญ่จะโดดเดี่ยว หรือคนในครอบครัวของผู้เรียนไสยศาสตร์ล้วนตายไปหมดแล้ว ส่วนใหญ่ไร้ญาติพี่น้อง ไร้ผัวไร้เมีย เพราะไม่มีอาชีพอะไร อนาคตอะไรก็ไม่มี วุ่นอยู่กับไสยศาสตร์ จนไม่มีเวลาหาสิ่งดีให้กับตนเอง คงเพราะคิดว่าเมื่อตายก็เผา จึงไม่คิดหาทรัพย์สมบัติให้กับตนเอง นี่คือเหตุผลคร่าวๆ เพราะตามหลักความเป็นจริงแล้ว มนุษย์เป็นสัตว์สังคม มักสร้างทรัพย์สินสิ่งของสร้างฐานะให้กับตนเอง เพราะคนสมัยนี้จะมองกันที่ฐานะ และมักแข่งขันกันในด้านทรัพย์สินเงินทอง หากใครร่ำรวยจะถูกมองว่าเป็นคนขยัน หากใครยากจนจะถูกมองว่าเป็นคนเกียจคร้าน ซึ่งไม่เป็นที่ปรารถนาของใครๆ ผู้ที่เรียนไสยศาสตร์เพื่อเบียดเบียนคิดร้ายผู้อื่นจึงเป็นผู้ที่ยากจนเข็ญใจ เพราะไม่มีคำว่า งานใดๆในผู้ที่เบียดเบียนคิดร้ายผู้อื่นด้วยวิธีของไสยศาสตร์ อาศัยอาหารของผู้อื่นเพื่อประทังชีวิต เรียกว่า เกิดเพื่อรอวันตาย ไม่เหลือสิ่งดีใดๆไว้ให้ใคร ผู้ที่เรียนไสยศาสตร์เพื่อเบียดเบียนคิดร้ายผู้อื่น เป็นเหยื่อของกรรมชั่วโดยไม่รู้ตัว เริ่มตั้งแต่อาถรรพ์ของวิชาไสยศาสตร์ ทำให้หมกมุ่นและพยายามหาเหยื่อเพื่อที่จะคิดร้าย เพราะวิชาไสยศาสตร์ว่าด้วยเรื่องของการเบียดเบียน หากไม่คิดร้ายใครจะทุกข์ทรมานมาก จึงต้องคิดร้ายผู้อื่นไปเรื่อยๆจนกว่าจะตาย ไม่ตายไม่เลิก เพราะอาถรรพ์ในวิชา จึงไม่มีความดีใดๆในผู้ที่เรียนไสยศาสตร์ บางคนทนไม่ได้ถึงกับฆ่าตัวตายไปก็มี วิชาไสยศาสตร์ที่ใช้เบียดเบียนจึงเป็นวิชาที่ทำลายชีวิตของผู้ที่เรียนอย่างแท้จริง เสียดายที่อุตส่าห์ได้เกิดมา กับใช้ชีวิตอย่างไม่รู้คุณค่า คงเพราะมีกรรมกันมาตั้งแต่เกิด จึงเข้าไปอยู่ในวังวนของไสยศาสตร์ จะเป็นชนชาติใด ลัทธิใด ศาสนาไหน ล้วนอยู่ภายใต้กฏของเวรกรรม มีกรรมเป็นตัวกำหนด แก้ไขได้ยาก ต้องชดใช้กรรมกันไป จนกว่าจะหมดสิ้นเวรกรรม...

วันเสาร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2562

จิตภูติ

จิตภูติ ที่เข้าใจกันอยู่ในทุกวันนี้คือ ธาตุทั้งสี่ ดิน ไฟ ลม น้ำ แต่จริงๆแล้ว จิตภูตคือ อากาศธาตุ คือพลังงานของจิตวิญญาณ ของผู้เป็นเจ้าของสังขารนั้นๆ หากจิตภูติออกจากกายสังขาร นั่นหมายถึงพลังงานชีวิตของคนๆนั้นจะลดลง วิชาสมาธิบางตำรา จะสอนให้ดึงพลังงานของชีวิตออกมาใช้ โดยเข้าใจผิดคิดว่าเป็นพลังจิต ที่แท้จริงแล้วคือพลังงานชีวิตของจิตภูติ เป็นพลังงานของบุญกุศลที่ทำให้ได้เกิดเป็นคน บางคนคิดว่า เป็นพลังจิตควบคุมภูติผีปีศาจได้ แท้ที่จริงแล้วคือจิตภูติของคนๆนั้น หากใช้จิตภูติไปเบียดเบียนคิดร้ายใคร เท่ากับเอาบุญกุศลและพลังงานชีวิตไปให้ผู้ที่ตนพยายามจะคิดร้ายและเบียดเบียน รวมทั้งวิชาความรู้ทั้งหลายจะถ่ายทอดไปสู่ผู้ที่ตนคิดร้ายและเบียดเบียน เรียกว่าเป็นการถ่ายเทพลังงานอย่างหนึ่ง ผู้ที่เรียนวิชาสมาธิตำรานี้ หากฝึกเช่นนี้และทำแบบนี้บ่อยๆจะทำให้พลังชีวิตอ่อนแอ เจ็บป่วยได้ง่าย  ต่อไปจะไม่เหลือพลังบุญกุศลที่ทำให้เกิดเป็นคน บางคนเรียนเวทย์มนต์คาถาแล้วทำร้ายผู้อื่นไม่ได้ จึงคิดว่า คาถาอาคมของตนเสื่อม แต่จริงๆแล้วคือพลังงานของชีวิตที่เสื่อม เปรียบเหมือนแบตเตอรี่ที่ใช้บ่อยๆย่อมมีวันหมด...ผู้ที่เลี้ยงผีจะถ่ายเทพลังชีวิตและบุญกุศลของตนให้กับผีที่ตนเลี้ยงไว้ ทำให้ผีแสดงตัวตนให้คนเห็นได้ แต่พลังชีวิตของคนเลี้ยงผีจะลดลง เพราะปรารถนาให้ผีมีฤทธิ์เดชทำในสิ่งที่ตนต้องการ คาถาปลุกผีทุกบทต้องใช้พลังของจิตภูติถ่ายเทพลังชีวิตของคนเรียกผี จึงจะเรียกผีเรียกวิญญาณได้  เมื่อคนเลี้ยงผีตาย ผีก็จะไปใช้กรรมตามวาระของตน ส่วนที่ยังไม่ไปใช้กรรม เพราะมีผู้สืบทอดเลี้ยงต่อนั่นเอง อาศัยพลังชีวิตของคนเลี้ยง จึงยังไม่ได้ไปเกิดตามวาระ จึงยังวนเวียนอยู่กับมนุษย์ ส่วนผีที่ไม่มีคนเลี้ยง แต่แสดงตัวตนให้คนเห็นได้เพราะยังมีบุญกุศลหลงเหลืออยู่ในจิตวิญญาณ บุญกุศลที่สะสมไว้ในจิตภูติเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ ดังคำกล่าวที่ว่า บุญกุศลสะสมไว้ที่จิตวิญญาณ ไม่ใช่ที่สังขารร่างกาย หากไม่ดึงพลังของจิตภูติออกมาใช้ ก็จะสะสมไปเรื่อยๆข้ามภพชาติ เมื่อละจากกายสังขาร ก็จะเป็นวิญญาณที่มีบุญกุศล ไปสู่ภพภูมิที่ดี...

ผู้ไม่ยอมตื่น

จิตวิญญาณที่มาดี ไม่มีอัปรีย์จัญไร
อยู่ที่ไหนก็ปลอดภัย อันตรายไม่แพ้วพาล
จิตวิญญาณที่มาร้าย ไม่ปลอดภัยทุกสถาน
ทำตัวเหมือนเป็นมาร ที่ไม่มีใครต้องการในโลกของความจริง ไม่รู้ตัวตนกันใช่ไหม ที่คิดร้าย ไร้ตัวตนกันไปทุกสิ่ง อยู่ในความฝัน ไม่ตื่นขึ้นมาพบความจริง โลกพัฒนาไปถึงไหนๆ ผู้คิดร้ายทั้งหลาย ยังอยู่ในภวังค์  ฝันแต่เรื่องเดิมๆซ้ำๆ ย้ำคิดย้ำทำในเหตุการณ์ ไม่ยอมตื่นจากความฝัน เพราะยังทำลายผู้อื่นไม่ได้ดังใจปรารถนา สุดท้ายก็หลับไม่ตื่น ติดอยู่ในนิทรา ฟื้นไม่มีในวิญญาณ หลับกันไปตลอดกาล ผู้ที่ไม่รู้ตัวตน ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ไม่มีในจิตวิญญาณของผู้ที่เฝ้าฝัน ในเหตุการณ์ที่คิดร้ายผู้อื่นอยู่ทุกวัน ฝันอยู่อย่างนั้นจนวันตาย...

วันศุกร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2562

บ่วงกรรม


บ่วงกรรมทั้งหลายเกิดขึ้นจากการกระทำ จิตวิญญาณสร้างบ่วงด้วยความห่วงหาอาลัยในสิ่งที่จากทั้งหลาย จิตวิญญาณหลุดพ้นไม่ได้ ด้วยบ่วงที่มีจิตระลึกนึกถึงกัน โดยลืมไปว่า เมื่อเกิดมาก็ต่างวาระกัน เอาจิตผูกสานสัมพันธ์ ก็ใช่ว่าจะอยู่ด้วยกันตลอดกาล เพราะกรรมของแต่ละดวงวิญญาณ กำหนดให้ชดใช้กรรมกันไป นานแค่ไหน ถึงเวลาสุดท้ายก็ต้องไป ตามทิศทางแรงกรรมของดวงวิญญาณแต่ละดวง วัฏจักรของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย มีพบ ก็ต้องมีพราก มีเจอ ก็ต้องมีจาก เป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่ยึดติดกับสิ่งที่เป็นธรรมดาของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ไม่ยึดติด ก็ไม่ทุกข์ ไม่มีบ่วงผูกมัดในภพชาติ มีความสุขสงบในจิตวิญญาณ ไม่ต้องทุกข์ทรมานกับการสร้างบ่วงผูกมัดกับผู้ใด. จิตวิญญาณที่ผูกมัดกับใครๆ เป็นจิตวิญญาณที่ไม่พ้นทุกข์เอย

Translate