ความเชื่อ just believe

วันอาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2561

เหตุผลที่คนคิดร้ายกัน

1. อิจฉาริษยา
2. ขัดผลประโยชน์
3. ไม่อยากให้ใครได้ดีกว่า
4. อยากได้ของๆผู้อื่นมาเป็นของตน
5. ไม่ถูกชะตากัน
6. มีความเกลียดและชิงชังผู้อื่น
7. มีความผิดปกติทางจิต มีความสุขกับการเบียดเบียนผู้อื่น
8. ไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนที่ถูกต้อง ทำให้แยกแยะผิดชอบชั่วดีไม่ได้
9. หลงตนเอง คิดว่าเรียนวิชาคุณไสยจะทำร้ายใครก็ได้
10. ไม่เชื่อว่า นรกมีจริง
11. ไม่เชื่อเรื่องเวรกรรม
12.  เคยเป็นศัตรูกันเมื่อในอดีต
.....   ฯลฯ
นี่คือเหตุผลคร่าวๆที่เป็นสาเหตุทำให้คนเบียดเบียนคิดร้ายกัน หากตัดสาเหตุแห่งการคิดร้ายทั้งหลายเหล่านี้ได้ คงไม่มีใครบนโลกใบนี้ที่คิดร้ายกัน...

วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ไม่มีบังเอิญ

ไม่มีคำว่า"บังเอิญ" ทุกอย่างล้วนมีเหตุและผล มนุษย์ที่เกิดมา สรรพสัตว์ทั้งหลาย มีเหตุผลที่ต้องเกิดมา เกิดมาเพื่อชดใช้ซึ่งกันและกัน เมื่อชดใช้กรรมต่อกันหมดแล้วก็ต้องแยกจากกันไป ไม่มีหนี้เวรหนี้กรรมใดๆต่อกัน บางคนเกิดมาเพราะมีหน้าที่บางอย่างที่ต้องทำบนโลกใบนี้ ผู้ที่ถูกเลือกมีสองแบบ มีชั่วกับดี เกิดมาเพื่อชั่วและเกิดมาเพื่อดี ไม่ใช่เหตุบังเอิญ แต่เป็นเพราะกรรมเป็นผู้กำหนด เมื่อมองทุกอย่างว่าเป็นเพราะกรรมจะทำให้มนุษย์เข้าใจเหตุและผลของการมีชีวิตมากขึ้น และใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้อย่างเข้าใจ ทำให้มีความสงบสุขในชีวิต  เพื่อเดินไปสู่หนทางแห่งความสงบสุขอย่างแท้จริง ทุกอย่างบนโลกใบนี้จึงไม่มีคำว่า"บังเอิญ"


วันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ประสบการณ์เห็นผี

เรื่องผีกินเครื่องเซ่น
ปกติแล้วผู้เขียนเป็นคนไม่เชื่อเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้ ไม่เชื่อว่าผีจะกินอาหารได้ เพราะไม่มีรูปกายสังขาร แต่สิ่งที่เห็นมันทำให้ผู้เขียนเปลี่ยนความคิดว่า ผู้ที่ตายไปแล้วก็ยังมีความต้องการที่จะกินอาหารอยู่ ยังมีความหิวเหมือนเมื่อครั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ ช่วงเทศกาลตรุษจีน ก็จัดเครื่องเซ่นไหว้แบบทั่วๆไป ใช้ผลไม้ไหว้ที่ศาลพระภูมิและศาลเจ้าที่ ช่วงที่นั่งรอให้ธูปหมดดอก ผู้เขียนก็ไปนั่งเล่นอยู่ที่ข้างบ้าน แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็น ผู้หญิงแก่ผมขาว ใส่เสื้อสีม่วงลายดอกแขนยาวผ้าถุงลายดอกเหมือนทั่วๆไป กำลังนั่งยองๆกินผลไม้ เห็นแต่ด้านหลัง ไม่เห็นหน้าว่าเป็นใคร ผู้เขียนนั่งมองอยู่พักนึง ก็เดินเข้าบ้าน เพราะผู้เขียนไม่อยากให้รู้ว่า เห็นนะว่าทำอะไรอยู่...
เรื่อง..ผีมานอนด้วย
ผู้เขียนไปเที่ยวที่ชะอำเมื่อหลายปีก่อน นั่งรถไฟไปลงที่ชะอำ ไปถึงที่นั่นก็มืดพอดี ผู้เขียนจึงรีบหาที่พัก โดยสอบถามจากมอเตอร์ไซค์รับจ้างให้หาที่พักที่ราคาไม่แพง อยู่ไม่ไกลจากทะเล เมื่อไปถึงที่พัก ผู้เขียนก็นั่งเล่นโทรศัพท์ สักพักได้ยินเสียงร้องไห้ของผู้หญิง ก็คิดว่าคงเป็นเสียงของห้องข้างๆ จึงไม่สนใจ แต่เสียงร้องไห้กลับดังขึ้นเรื่อยๆ เหมือนเสียงร้องไห้ดังอยู่ในห้องที่ผู้เขียนพักอยู่ จึงพยายามเพ่งมองหาที่มาของเสียงว่า ดังมาจากทางไหน ก็เห็นเงาดำๆอยู่ที่ข้างผนังห้อง นั่งคุดคู้อยู่ แต่ไม่เห็นหน้า เห็นแค่เป็นรูปร่างเท่านั้น นึกในใจอีกแล้วเหรอ แกล้งทำเป็นไม่เห็นดีกว่า ยิ่งทำเป็นไม่เห็น เหมือนผีอยากให้เห็น อยากให้รู้ว่าเธอมีตัวตน เพราะเธอเดินมายืนที่ปลายเตียง แล้วนั่งลงที่เตียง ผู้เขียนเลยแกล้งทำเป็นนอน กะว่าเดี๋ยวเธอคงจะไปเอง หากผู้เขียนไม่สนใจ แต่ที่ไหนได้ เธอก็เอนตัวลงนอนข้างๆกับผู้เขียนแล้วเอื้อมมือมาโอบกอดผู้เขียนไว้ ด้วยความง่วงนอน และเหนื่อยจากการเดินทาง ผู้เขียนจึงแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ คิดในใจ สงสัยเธอจะเหงา เลยปล่อยให้เธอนอนกอดไปยังงั้น อยากบอกคนอื่นๆที่เจอแบบนี้ว่า อย่ากลัวเลย ให้มีสติ คิดว่าผีกับคนไม่ได้แตกต่างกัน ผีคือวิญญาณที่ติดอยู่ในบ่วง จึงทำให้ไปเกิดไม่ได้ ส่วนผีที่ทำร้ายคน ผู้เขียนเคยเจอมาบ้างเหมือนกัน เป็นผีที่ถูกส่งมาจากพวกเดรัจฉานวิชา
เรื่องผีจากเดรัจฉานวิชา
เรื่องนี้เกิดขึ้นที่อพาร์ทเม้นต์แห่งหนึ่งในกรุงเทพ สมัยก่อนผู้เขียนชอบไหว้พระสวดมนต์ การสวดมนต์บางครั้งอาจจะไปรบกวนพวกเดรัจฉานวิชา จึงส่งผีมาทำร้ายผู้เขียนในขณะที่กำลังหลับอยู่
ผู้เขียนรู้สึกเหมือนมีอะไรมาทับที่แขน จึงลืมตาขึ้นดู ก็เห็นเป็นรูปร่างค่อนข้างชัดเจน เป็นผู้ชาย ใส่ชุดสีขาวหม่นๆเหมือนชุดถือศีลทั่วไป  กำลังรีบเดินไปที่ระเบียง แล้วเดินออกไป เห็นด้านหลังอีกแล้ว เลยไม่รู้ว่าเป็นใคร เหมือนผีไม่อยากให้เห็นหน้า ผู้เขียนเดินตามไปดู ก็ไม่เห็นมีใคร แล้วผู้เขียนก็นอนต่อ ตอนสายของอีกวัน ผู้เขียนต้องไปทำงาน เหลือบมองที่แขน ก็เห็นเป็นรอยช้ำที่แขนทั้งสองข้าง นึกในใจ แบบนี้ล่ะมั้งที่เขาเรียกว่า"พรายย่ำ"
เรื่องผีปากแดง
เรื่องนี้เกิดขึ้นที่อพาร์ทเม้นต์แห่งหนึ่งในกรุงเทพ ด้วยความรำคาญที่ผีชอบมารบกวน ผู้เขียนเลยศึกษาเรื่องวิธีการจับผี ตอนที่ผู้เขียนอาบน้ำ รู้สึกเหมือนมีพลังงานบางอย่างอยู่ในห้องน้ำ เลยใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายรูปในห้องน้ำ ก็เห็นเหมือนเงาลางๆหันมายิ้ม เห็นปากสีแดงค่อนข้างชัดเจน ผู้เขียนเลยเรียกมันว่า"ไอ้ปากแดง" มันชอบมาวนเวียนอยู่ในห้องน้ำ ผู้เขียนเลยลองใช้วิชาที่ศึกษาจากตำราที่หาซื้อมา เอามาประยุกต์เป็นวิชาของผู้เขียนเอง จะได้ไม่ผิดครู ไม่ใช้วิชาของใคร ไม่ได้ไปเรียนรู้ที่ไหน ทุกอย่าง ฝึกและเรียนรู้ด้วยตนเอง ก็ทดลองเลย เขียนยันต์ติดที่ขวดที่เตรียมไว้ เตรียมด้ายสายสิญจน์ กระดาษลงยันต์ ท่องคาถาเรียกมันให้มา มันก็มาอย่างง่ายดาย มันยอมลงไปในขวดแต่โดยดี แล้วผู้เขียนก็ปิดปากขวดไว้ สักพักมีเสียงเหมือนใครมาเคาะประตู แต่ผู้เขียนไม่สนใจ แล้วหลังจากนั้นก็ได้ยินเสียงผู้หญิงส่งเสียงโวยวาย เป็นอยู่อย่างนั้นถึงสามวัน ผู้เขียนรำคาญเลยปล่อยไอ้ปากแดง พอเปิดขวดแล้วท่องคาถาปล่อย ก็เห็นเป็นกลุ่มควันสีขาวลอยออกมาจากขวด หลังจากปล่อยไอ้ปากแดง ก็ไม่มีเสียงโวยวายมารบกวนผู้เขียนอีก..

วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

รู้..เมื่อถึงเวลา

การรู้และเห็นในอีกมิตินึง ไม่จำเป็นต้องนั่งสมาธิ ไม่ต้องสวดคาถาบทใดๆก็เห็นได้ หากอีกมิตินึงอยากให้เราได้เห็น ต้องการจะสื่ออะไรบางอย่างกับเรา มีอยู่วันนึงเมื่อหลายปีที่ผ่านมา ผู้เขียนกำลังจะกินข้าวและนั่งดูโทรทัศน์ อยู่ดีๆก็เห็นตนเองไปเดินอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ เป็นพื้นดินมีทางแยกเยอะแยะมากมาย ก็ได้แต่คิดว่าจะออกไปทางไหนดี เดินหาทางออกสักพักก็เหลือบไปเห็นใครก็ไม่รู้ยืนเบียดเสียดกันอยู่ในช่องที่ต่ำกว่าทางเดินลงไป ยืนกันเยอะแยะมากมายหากวัดระยะความยาวคงยาวเป็นกิโล พวกเขามีสีเทาทั้งตัว ด้วยความไม่รู้จักเลยรีบเดินผ่านไป แล้วก็นึกขึ้นได้ว่า แผ่เมตตาให้พวกเขาสักหน่อยคงไม่เป็นไร เลยเดินย้อนกลับมา แล้วผู้ที่ตัวสีเทาก็พูดขึ้นว่า "ช่วยไปบอกญาติพี่น้องของพวกเรา ให้ทำบุญให้พวกเราบ้าง บุญกุศลของพวกเราไม่พอที่จะไปเกิด หากบุญกุศลของพวกเรามีมากพอ พวกเราจะได้หลุดพ้นจากนรกขุมนี้ซะที" ผู้เขียนจึงบอกพวกเขาไปว่า " เราไม่รู้จักญาติพี่น้องของพวกเจ้า เราจะไปบอกญาติพี่น้องของพวกเจ้าได้อย่างไร เราแผ่เมตตาให้พวกเจ้าก็แล้วกัน เผื่อจะช่วยบรรเทาความทุกข์ของพวกเจ้าได้บ้าง" อิทัง สัพพะสัตตานังโหนตุ สุขิตาโหนตุ สัพเพสัตตาฯ
"ความทุกข์ของพวกเจ้าทั้งหลาย จงทุเลาเบาบางลงไปเถิด" แล้วผู้เขียนก็เดินหาทางออก ใจก็คิดว่า จะกลับยังไงดี ทางออกอยู่ที่ไหน เดินตรงไปตามทางเรื่อยๆ มองไปทางขวา เห็นผู้ชายรูปร่างท้วม แต่งตัวคล้ายๆท่านยมบาล เหมือนในละครที่เขาเอามาสร้างกัน  กำลังนั่งอ่านตำราอะไรบางอย่างอยู่ ผู้เขียนเลยคิดว่า อย่าไปรบกวนท่านดีกว่า หาทางออกเองแล้วกัน กำลังเดินหาทางออกอยู่ดีๆก็เห็นตนเองกำลังนั่งกินข้าว ดูโทรทัศน์ ก็เลยงงว่า ที่เห็นเมื่อกี้นี้คืออะไร เรานั่งกินข้าวดูโทรทัศน์อยู่ไม่ใช่เหรอ แล้วไปเดินที่นั่นได้ยังไง
หลังจากนั้นบางครั้งก็จะเห็นเหมือนการตัดสินของท่านยมบาลหรืออาจจะเป็นพญามัจจุราชก็ได้ เพราะท่านไม่ได้บอกว่าท่านเป็นใคร แต่คนทั่วไปที่เห็นแบบนี้ ก็มักจะเรียกท่านว่า ท่านยมบาล เห็นว่ากำลังคุยกับวิญญาณที่ไปฟ้องท่านว่า "ที่ต้องทำบาป ไร้บุญกุศล ไปผุดไปเกิดไม่ได้เพราะ ถูกพวกเดรัจฉานวิชาคุณไสยใช้ให้ไปเบียดเบียนคิดร้ายผู้คน"ท่านจึงกล่าวออกมาว่า "เห็นไหม เจ้าเห็นแล้วใช่ไหม ไปจัดการซะ หากเจ้าทำไม่ได้ เราจะไปจัดการเอง" แล้วท่านก็พูดประโยคนี้ขึ้นมา "เบียดเบียนดวงจิตของผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ เบียดเบียนดวงจิตของผู้ที่ตายไปแล้ว เป็นบาปมหันต์ บุญกุศลใดๆก็ลบล้างบาปกรรมที่ทำไว้ไม่ได้"

วันอังคารที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ผีขี้อิจฉา

ผีไม่ดีมักจะอิจฉาคนทำดี  โดยเฉพาะคนที่ชอบนั่งสมาธิ ไหว้พระสวดมนต์ มักจะโดนผีพวกนี้คอยกลั่นแกล้ง ไม่ใช่มาขอส่วนบุญ แต่จะขัดขวางไม่ให้มนุษย์สร้างบุญกุศล คล้ายๆกับมารที่คอยผจญ ดั่งเช่นพระพุทธเจ้าก่อนจะบรรลุมรรคผล ก็จะมีมารเข้ามาขวาง ทั้งหลอกล่อ ยั่วยวน คิดทำลายพระพุทธเจ้าทุกทาง เพราะความอิจฉาแต่พระพุทธเจ้าก็ทรงชนะหมู่มารทั้งหลาย
ผีขี้อิจฉาคือผีที่ไร้สติไร้ปัญญา เป็นผีที่ไม่เจียมตน คิดว่ามนุษย์ทำอะไรมันไม่ได้ คิดว่ามนุษย์มองไม่เห็นตัวตนของมัน ทั้งที่ก่อนจะเป็นผีพวกมันทั้งหลายก็เคยเป็นมนุษย์มาก่อน หากมนุษย์ตายก็กลายเป็นผีเหมือนพวกมัน ไปสะสางกรรมกันต่อในโลกของวิญญาณ
ผีขี้อิจฉาเคยมารบกวนผู้เขียน เรื่องนี้ถ้าเป็นคนอื่นคงกลัว แต่ผู้เขียนเป็นคนไม่กลัวผี จึงจัดการเรื่องนี้อย่างง่ายดาย มีอยู่วันนึงผู้เขียนไหว้พระ สวดมนต์ แล้วนั่งสมาธิต่อ ด้วยความไม่ง่วง จึงนั่งสมาธิไปเรื่อยๆ สักพักนึงก็รู้สึกเหมือนมีบางอย่างมาโอบกอดทางด้านหลัง ผู้เขียนจึงท่องบทแผ่เมตตา สัพเพสัตตาฯ แต่ผีก็ยังไม่ยอมไป ผู้เขียนเลยนึกขึ้นได้ว่า เคยได้ยินคนสมัยก่อนบอกมาว่า ให้แช่งไปเลย ผู้เขียนเลยลองแช่งแรงๆ ปรากฏว่าผีร้องกรี๊ดๆ..แล้วไปกระแทกกับกระจกระเบียงดังปึ้ง สักพักได้ยินเสียงห้องข้างๆคุยกันที่ระเบียงว่า สงสัยเสียงนกบินชนกระจกมั้ง เพราะดังมาก ส่วนผีขี้อิจฉา ก็ส่งเสียงอาฆาต"ระวังตัวมึงไว้ให้ดี  เตรียมตัวตายได้เลย กูจะไปบอกเจ้านายกู ให้มาจัดการกับมึง" เรื่องนี้ผ่านมาหลายปีแล้ว เมื่อก่อนผู้เขียนทำงานอยู่ที่กรุงเทพ เช่าอพาร์ทเม้นต์ เรื่องนี้เกิดขึ้นที่อพาร์ทเม้นต์ที่เช่านี่แหละ แล้วก็มีอีกหลายเหตุการณ์ตามมา นอกจากผีขี้อิจฉาแล้วเรื่องเร้นลับอื่นๆยังมีอีกมากมาย จะทยอยเขียนให้ได้อ่านกัน จากเหตุการณ์หลายๆอย่างทำให้ผู้เขียนย้ายออกจากอพาร์ทเม้นต์นั้น กลับมาอยู่ที่บ้านของตนเอง ก็ยังไม่วาย ยังมีผีขี้อิจฉาตัวอื่นๆอีกที่มารบกวน ทำให้ผู้เขียนได้รู้ ในสิ่งที่คนอื่นไม่รู้ เห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น  มีบางอย่างดลใจให้ผู้เขียนเห็นเช่นนั้นด้วยตาเปล่าไม่ต้องนั่งทางใน ไม่ต้องจินตนาการ คงอยากให้ผู้เขียนเตือนมนุษย์ไม่ให้สร้างบาปกรรมเพิ่ม จะได้ไม่ต้องเป็นเช่นนั้น ผีขี้อิจฉาทั้งหลายมักไม่อยากให้ใครสร้างกรรมดี เพราะพวกมันอยู่ได้ด้วยอวิชา เมื่อเจ้าของอวิชชาตายลงไป ผีขี้อิจฉาก็จะต้องไปใช้กรรมในนรก เพราะเจ้าของอวิชาอยู่ที่ไหนผีขี้อิจฉาก็จะต้องอยู่ที่นั่น 

วันอาทิตย์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

สติมา ปัญญาเกิด



อยู่อย่างมีสติ



รักตนเองจะไม่เบียดเบียนผู้อื่น
เบียดเบียนผู้อื่นเท่ากับไม่รักตนเอง
รักตนเองจะสร้างแต่กรรมดี
ผู้ใดสร้างกรรมชั่วให้กับตนเอง
ด้วยการคิดร้ายผู้อื่น
ทั้งวจีกรรม มโนกรรม และกายกรรม
เพิ่มบาปกรรมให้กับตนเอง
นอกจากไม่รักตนเองแล้ว
ยังทำลายจิตวิญญาณของตนเองอย่างร้ายแรง
ให้ไม่เหลือสิ่งดีใดๆ
อย่าได้เที่ยวถามหาความรักจากผู้ใด
หากมนุษย์ทั้งหลายยังไม่รักตนเอง...



ผู้มีความสุขไม่คิดเบียดเบียนใคร
ผู้มีความทุกข์คิดเบียดเบียนผู้อื่น
ไร้ความสุขมีความหม่นหมองในใจ
อยากให้ผู้อื่นเป็นทุกข์ ด้วยการเบียดเบียน
จิตใฝ่ต่ำ คิดอกุศล
วันโกนไม่ละ วันพระไม่เว้น
ไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษ
จิตวิญญาณที่ใฝ่ต่ำ ผู้ที่อยู่ในโลกแคบ
ไม่มองถึงโลกที่กว้างใหญ่
เอาชีวิตตนเองไปเปรียบกับผู้อื่นทำไม
ไม่ทำตนให้พ้นทุกข์
ก่อกองทุกข์ กองไฟในใจตน
ไม่พ้นสุดท้ายก็ต้องตาย
กลายเป็นผีไร้บุญกุศล
อุตส่าห์ได้เกิดเป็นคน
เสียดายเวลา
ที่ไม่รู้จักหาความสุขใส่ตน...

จิตตกต่ำเพราะหมดบุญ

เกิดเป็นคนได้ด้วยบุญกุศล เป็นคนดีด้วยบุญกุศลที่สร้างมา หากหมดบุญกุศลของความดี จิตจะใฝ่ต่ำทำให้หาแต่เรื่องเดือดร้อนใส่ตน บาปอกุศลจะเป็นตัวเร่งให้สร้างแต่บาปกรรม จิตจะคิดร้ายผู้อื่นโดยไม่มีเหตุผล ทั้งวจีกรรม มโนกรรม และกายกรรม สร้างบ่วงแห่งบาป ผูกเวรกรรมกับผู้อื่นโดยไม่มีสิ่งดีใดๆคอยย้ำเตือน เพราะใกล้ถึงเวลาแห่งการชดใช้กรรม จะมีบางอย่างฉุดรั้งให้เข้าไปสู่วงเวียนแห่งบาป เช่นการเรียนรู้สมาธิแห่งบาปคือเดรัจฉานวิชา การนินทาว่าร้ายผู้อื่น ข้องเกี่ยวกับไสยศาสตร์มนต์ดำ เหล่านี้เรียกว่าผู้หมดบุญกุศลของความดี เพราะคนดีเขาไม่ทำกัน คนดีไม่นินทาว่าร้ายผู้อื่น คนดีไม่ข้องเกี่ยวเรื่องคุณไสย คนดีไม่คิดร้ายใคร หากใครที่ชอบคิดร้ายผู้อื่นให้รู้ไว้เลยว่า กำลังก้าวไปสู่ความเป็นคนไม่ดี
นินทาว่าร้ายผู้อื่น สมัยนี้เขาฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทกันอย่างง่ายดาย นี่คือกรรมทางวจีกรรมอย่างหนึ่งที่ทำให้ผู้ที่ว่าร้ายผู้อื่นได้เห็นในผลของกรรม ไสยศาสตร์คุณไสยสมาธิแห่งบาปทั้งหลาย หากผู้ใดเข้าไปข้องเกี่ยว จะถูกมองว่าเป็นคนไร้สาระ ไร้สติ ไร้ปัญญา ไร้ที่พึ่งทางใจ ไร้หนทางแก้ไขปัญหา จึงเข้าหาไสยศาสตร์มนต์ดำ เพราะคิดว่าเป็นทางออกของปัญหา ไม่กล้าเผชิญกับความจริง เพราะถ้าคิดร้ายใครซึ่งหน้า อาจจะต้องมีการขึ้นโรงขึ้นศาล จึงหาทางออกด้วยวิธีของไสยศาสตร์โดยไม่รู้ว่า นั่นคือความพ่ายแพ้อย่างที่สุด แพ้ตั้งแต่เริ่มคิดร้ายผู้อื่นแล้ว ไม่ต่างกับสัตว์เดรัจฉานที่ชอบลอบกัด อย่างนี้เรียกว่า หมดบุญกุศลกับการได้เกิดเป็นคน ภพชาติต่อไปคงไม่ได้เกิดเป็นมนุษย์อย่างแน่นอน หมดบุญกุศลอย่างแท้จริง
ผู้เลี้ยงผี สุดท้ายตายเป็นผี
ผีหนีความตายไม่ได้
ผู้เลี้ยงผีจะหนีความตายได้เช่นไร
ผีคือวิญญาณที่มีอยู่ในตัวของทุกคน
อย่าหลงระเริงกับการมีชีวิตอยู่
มนุษย์กับผีไม่ได้แตกต่าง
เมื่อตายก็กลายเป็นผีเหมือนๆกัน
ไม่เลือกชนชั้นวรรณะ ไม่เลือกว่าจะเป็นใคร

วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

คติสอนใจจากความฝัน

            
คติสอนใจบทนี้ได้มาจากความฝัน
ในฝันเห็นหญิงชายคู่หนึ่งที่ผู้เขียนไม่รู้จัก นั่งอยู่ในห้องๆหนึ่ง กำลังทำอะไรบางอย่าง
ผู้เขียนเดินเข้าไปแล้วก็เหมือนกับได้ต่อว่าสองคนนั้นว่า "แกสองคนผัวเมียนี่เอง ที่คิดไม่ดีกับฉัน ที่ผ่านมาทั้งหมดเป็นฝีมือของแกสองคนผัวเมียใช่มั๊ย ใจสกปรกของพวกแก ล้างเท่าไหร่ก็ล้างไม่ออก" สองคนผัวเมียก็ได้แต่นิ่งฟัง เหมือนสำนึกผิด พอตื่นขึ้นมาจึงได้เขียนคติสอนใจบทนี้ บางครั้งความฝันก็เหมือนกับเป็นการเตือนเรา
ให้ได้รู้และมีสติมากขึ้น 
อีกความฝันนึง ผู้เขียนฝันว่า ท่องคาถาถอน
ในฝันผู้เขียนเดินไปหยุดยืนที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง เป็นบ้านสองชั้นครึ่งปูนครึ่งไม้ มีรั้วไม้สีขาวเป็นบ้านเดี่ยวอยู่ในสวน ในฝันผู้เขียนพูดว่า "บ้านหลังนี้เองเหรอ ที่ทำคุณไสยใส่เรา" พูดเสร็จก็ท่องคาถาถอน ที่ผู้เขียนฝันแบบนี้คงเป็นเพราะว่า จะมีบางอย่างคอยบอกคอยเตือน ให้ผู้เขียนรู้ตัวเสมอ แต่แปลกใจตรงที่ไปจัดการกับผู้อื่นแม้ในฝัน ท่องคาถาถอนได้แม้ในฝัน 
แต่มีคาถาบทนึงที่ผีมาบอกในฝันว่าใช้ไม่ได้ผลกับมัน คือ คำสวดที่ว่า นิ โส สะ อะ บทนี้ผีไม่กลัว สงสัยคงเป็นผีปอบ เพราะผีปอบต้องท่องคาถาของผีปอบเท่านั้น ทุกวันนี้ผู้เขียนท่องแต่คาถาของพญามัจจุราช เพื่อเตือนสติตนเองว่า เมื่อถึงกาลเวลา ทุกคนต่างหนีไม่พ้น อยู่ภายใต้กฏของกาลเวลา...


Translate