ความเชื่อ just believe

วันอังคารที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2564

Believe me

 อย่าทอดทิ้งผู้ที่เคยดูแลคุณ
สิ่งมีชีวิตทั้งหลายบนโลกใบนี้ ไม่ปรารถนาการถูกทอดทิ้ง พวกเขาทั้งหลายปรารถนาที่จะมีผู้ที่ดูแล ความโดดเดี่ยว อ้างว้าง การที่ต้องถูกทิ้งให้อยู่เพียงลำพัง ไม่ต่างอะไรกับผู้ที่ลอยคออยู่กลางทะเล ( แมวดำตัวหนึ่งที่เคยเกิดเป็นคน ได้ถูกทอดทิ้งจากผู้ที่เคยเป็นลูกหลาน บัดนี้ต้องเร่ร่อนอยู่เพียงลำพัง ได้แต่หวังว่าสักวัน ลูกหลานที่เคยเลี้ยงดู จะเอากลับไปเลี้ยงดังเดิม )สิ่งต่างๆบนโลกใบนี้เปรียบประดุจดั่งห้องสมุดที่กว้างใหญ่ ให้ได้เรียนรู้อย่างไม่มีวันจบสิ้น สรรพสิ่ง สรรพสัตว์ทั้งหลาย ล้วนมีแนวทางชีวิตที่แตกต่างกัน คนเคยเกิดเป็นสัตว์ สัตว์เคยเกิดเป็นคน จิตวิญญาณของผู้ที่เคยเกิดมาแล้ว ระลึกได้แล้ว จะรู้ดีถึงกฏข้อนี้ สิ่งมีชีวิตทั้งหลายเกิดขึ้นเพราะแรงกรรม มีสัญญากรรม เป็นตัวกำหนด ถึงภพภูมิของการผุดเกิด เกิดมาแล้ว ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใด ก็ต้องกระทำตนให้เป็นผู้ที่ได้ชื่อว่า "อยู่เป็น" ปรับตัวได้ในทุกสถานการณ์ ทุกสิ่งที่เข้ามาในชีวิตคือ บททดสอบ ความสามารถด้านสติปัญญา ทดสอบความเข้มแข็งของจิตใจ คนเข้มแข็งเท่านั้นจึงจะชนะบททดสอบต่างๆที่เข้ามาในชีวิตได้ 

วันอังคารที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2564

ผู้ถูกเลือก

ศาสดาในทุกศาสนาเป็นผู้ที่ถูกเลือกแล้วจากผู้ที่อยู่เหนือความเป็นและความตาย เป็นผู้ที่บำเพ็ญเพียรมาแล้วหลายภพหลายชาติ เกิดมาเพื่อเรียนรู้หลักของการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง จนสามารถบอกกล่าวกับผู้คนถึงความเป็นจริงของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายบนโลกใบนี้ ให้มีชีวิตอยู่ท่ามกลางกรรม ของการไม่เบียดเบียน อยากได้สิ่งใดต้องขวนขวายหาด้วยตนเอง ตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจ  เพราะเวลาชีวิตของมนุษย์มีขีดจำกัด สิ่งมีชีวิตที่เกิดมามีนาฬิกาชีวิตเป็นของตนเอง เมื่อถือกำเนิดเกิดขึ้นมาแล้ว ถูกกำหนดมาให้มีเวลาชีวิตอยู่ที่เท่าใดนั้น เป็นกรรมของแต่ละชีวิตที่ไม่เท่ากัน เวลาหลังจากเกิดแล้วจะเดินถอยหลัง จนสิ้นสุดเวลาที่ได้มา ทั้งมนุษย์ อมนุษย์ และสรรพสัตว์ กลับไปยังจุดเริ่มต้น ที่เรียกว่า ศูนย์ของเวลา ไม่เว้นแม้กระทั่งเวลาในโลกของวิญญาณ ผู้ที่ตายไปแล้วก็มีเวลาในโลกของความตาย เมื่อสิ้นสุดการตาย ก็ต้องมีการเกิด เกิดดับนับครั้งไม่ถ้วน เป็นอยู่อย่างนี้ จนกว่าจะหลุดพ้น นี่คือเหตุผลที่ทำไม จึงมีผู้ที่ปรารถนาหนทางแห่งนิพพาน เพราะไม่อยากเกิดและไม่อยากตาย เกิดมาเพื่อชดใช้เวรกรรมของการมีชีวิต ตายไปเพื่อพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่พึงพอใจทั้งหลาย หากหลุดพ้นจากการเกิดและตาย จึงเข้าสู่ความสงบสุขในวิญญาณอย่างแท้จริง ผู้รู้ คือผู้ที่อยู่เหนือความเป็นและความตาย  เป็นผู้ที่ไม่มีวันตาย และเป็นผู้เลือก ว่าใครจะได้เป็นศาสดาในยุคต่อๆไป
ในปัจจุบันมีผู้ที่คิดว่าตนเป็นศาสดาอยู่มากมาย ตั้งตนตั้งลัทธิ เผยแพร่คำสอนที่เข้าใจว่า นั่นคือสิ่งที่ถูกต้อง ตามความเชื่อของตน โดยไม่ได้ดูที่กายและใจของตน ว่าเข้าใจอย่างถ่องแท้ ถึงการอยู่เหนือความเป็นและการอยู่เหนือความตายแล้วหรือยัง หมายถึงรู้หนทางแห่งความเป็นอยู่ รู้หนทางแห่งความไม่ตาย สามารถควบคุมกายสังขารของตน ให้ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย  หากยังมีแก่ เจ็บ ตาย ก็เรียกว่า เป็นธรรมดา ไม่ได้มีสิ่งใด ที่เหนือสิ่งมีชีวิตทั่วๆไป เพราะมีหลายปัจจัย ไม่ใช่แค่นั่งสมาธิ สวดมนต์ ท่องคาถาอะไรแล้วจะทำให้อยู่ยั้งยืนยง ต้องเรียนรู้ด้วยตนเอง ถึงวิธีที่จะไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย โลกใบนี้ยังมีหลายสิ่งหลายอย่าง ที่คนทั่วไปยังไม่รู้อีกมาก

วันอังคารที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2564

ผีขี้เกียจ

ในยุคปัจจุบัน ก็ยังมีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องผี เพราะสืบเนื่องมาจากการสอนให้บูชาผีสืบต่อกันมา ทำให้จิตวิญญาณของผีทั้งหลายยึดติดอยู่กับมนุษย์ ส่วนใหญ่มาจากผู้ที่เรียนวิชาทางไสยศาสตร์ นับถืออสูรกาย ไม่ได้นับถือศาสนาใดๆ เพราะทุกกรรมและการกระทำตรงข้ามกับคำสอนของศาสดาในทุกศาสนา ไม่เชื่อเรื่องเวรกรรม ไม่เชื่อทั้งบุญและบาป เพราะเชื่อมั่นในอสูรกายที่เข้าใจว่ามีตัวตน กลุ่มความเชื่อแบบนี้ จะกระทำกรรมขัดขวางการดำเนินชีวิตของผู้อื่น ใช้ผีเข้าแทรกตามร่างกาย ส่วนใหญ่เป็นวิญญาณของผีปอบ ผีพราย ผีตายร้ายทั้งหลาย วิธีทำคุณไสยใส่ของๆกลุ่มบ้าผีมีหลายวิธี ใช้ของอาถรรพ์ไปฝังตามพื้นที่ ใช้เถ้ากระดูกผี เรียกชื่อผีไปใส่ไว้ตามบ้านนั้นทั้งหลาย เผาส่งควันยาสั่งปล่อยให้ลอยตามลมไป ทำคุณไสยใส่ห้วยหนองคลองบึง ปั้นหุ่นขี้ผึ้งใส่รูปยัดอกผี ฝังตามทางสามแพร่ง หรือฝังในป่าช้าสุสาน บอกผีให้ตามฆ่าตามทำลายโดยใช้วิชามาร ให้ผีขัดขวางทุกวิถีทางด้านการทำมาหากิน ทำให้เป็นคนเกียจคร้าน ไม่ขยันในการงานทุกถิ่นที่ ใช้ผีให้ตามราวี คนที่ทำแบบนี้ได้ ต้องเป็นผู้ที่ยากจนเข็ญใจ เพราะวันๆไม่ต้องทำมาหากินอะไร เกิดมาคงถูกสั่งสอนให้ขอทานชาวบ้านเขากิน เพราะการจะเรียนรู้วิชาแบบนี้ต้องเป็นผู้ที่ว่างมากๆ วันๆนั่งท่องแต่คาถาสาปแช่ง เพื่อปลุกของที่ตนเองทำไว้ กลัวของนั้นจะเสื่อมคาถาอาคมไป จึงต้องทุ่มเททั้งชีวิต เพื่อกระทำเหตุแห่งบาปทั้งปวง สุดท้ายก็จุดใต้ตำตอ เพราะวิชาแบบนี้ ย่อมต้องมีผู้รู้ และแก้ไข บังเอิญหรือตั้งใจ ดันไปทำใส่ผู้มีหน้าที่ในโลกของวิญญาณ คาถาอาคมหรือคุณไสยจึงเสื่อมไปทั่วทั้งผอง อสูรกายถูกสะกดไว้ ให้ไม่ได้เกิดในทุกถิ่นที่ เขียนบอกเผื่อผู้ที่กระทำมาอ่านบทความนี้ จะได้รู้ว่า ผีที่ใช้มา ทำไมจึงสิ้นฤทธิ์ ไร้เรี่ยวแรง แถมถูกส่งไปยังนรก เพื่อรอสะสางบัญชีกรรม ผีพวกนี้จะไม่ได้เกิดเป็นคนอีกตลอดกาล เพราะผู้เรียนวิชามารถูกสาปจากผู้มีหน้าที่ในโลกของวิญญาณ ให้ผุดเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ให้ไม่ได้ผุดเกิดเป็นคนตลอดไป ปิดกั้นหนทางแห่งการคิดร้าย เพราะสัตว์เดรัจฉานบางจำพวกก็ไม่ได้คิดร้ายคน

ความรู้ที่ได้จากการถูกเบียดเบียน

พลังจิตที่คนเข้าใจกันแท้ที่จริงแล้วคือพลังชีวิตของคนๆนั้น
เขียนจากสิ่งที่ได้พบเจอมาด้วยตนเอง ผู้เขียนเป็นผู้ที่ไม่เชื่อสิ่งใด ถ้าสิ่งนั้นไม่เกิดกับผู้เขียนเอง บางครั้งคนเราไม่สนใจเรื่องของใคร ก็กลายเป็นผู้ที่ผู้อื่นสนใจ ก็แปลกดี ที่ผู้ที่สนใจเป็นผู้ที่ไม่ใช่คนที่จะทำมาหากินแบบคนทั่วไป ผู้เขียนเรียนรู้จากกรรมหรือการกระทำของสิ่งที่มีตัวตนและไม่มีตัวตน ที่เข้ามามีผลกระทบในการดำเนินชีวิตประจำวัน ทำให้ได้รู้ว่า ผู้ที่เข้ามายุ่งวุ่นวายคือผู้ที่เรียนไสยศาสตร์คุณไสย ที่ต้องมีเวลาว่างมากๆ และต้องเป็นผู้ที่ไม่มีครอบครัว ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรในชีวิตประจำวัน เรียกว่า ผู้ไม่ทำมาหากินทั้งหลายเหล่านั้นนั่นเอง คงมีคนคอยให้อาหาร และคงจะอาศัยอยู่ฟรีกินฟรีกับผู้อื่น จึงมีเวลาที่จะคอยคิดร้ายผู้อื่นโดยไม่รู้จักกัน แต่การเบียดเบียนที่พยายามจะทำร้ายผู้เขียนนั้น กลับทำอันตรายผู้เขียนไม่ได้ เป็นผลลัพธ์ที่ตรงกันข้าม เพราะไสยศาสตร์คุณไสยต้องใช้พลังชีวิตในการผลักดัน เมื่อมีผู้ที่นึกหน้านึกชื่อผู้เขียนด้วยหวังจะคิดร้าย กลับกลายเป็นส่งพลังชีวิตมาให้ผู้เขียนซะอย่างงั้น ที่รู้เพราะว่า เมื่อก่อนผู้เขียนมีโรคประจำตัว เป็นภูมิแพ้ชนิดนึง แต่เดี๋ยวนี้ กลับแข็งแรงยิ่งกว่าเมื่อก่อนนี้อีก โดนยุงกัดเป็นผื่นคล้ายอาการของคนเป็นไข้เลือดออก ไม่กี่วันผื่นนั้นก็หายไปเอง และอีกหลายๆอย่างที่เกิดกับผู้เขียนแต่ผู้เขียนไม่เป็นอะไรเลย จึงเข้าใจได้ว่าน่าจะเป็นเพราะพลังชีวิตที่ได้จาก ผู้ที่ทำคุณไสยใส่ เพราะใช้ผีมาเบียดเบียน ส่งพลังชีวิตมากับผี ผีที่เข้ามาเบียดเบียน คือพลังชีวิตของผู้ที่ใช้มา รวมถึงวิชาความรู้ต่างๆ เพราะเมื่อก่อนผู้เขียนไม่ได้ฉลาดเหมือนทุกวันนี้ เมื่อก่อนนี้เป็นผู้ที่โง่งมงาย เชื่อคนง่าย มองโลกในแง่ดี แต่บทเรียนชีวิตมันได้สอนให้ผู้เขียนได้รู้ได้เห็น และส่วนหนึ่งอาจจะมาจาก ความรู้ที่ได้จากผู้ที่ทำคุณไสยใส่ เพราะวิชาการบางอย่างก็ไม่เคยเรียนแต่กลับรู้ รู้เห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น ทั้งที่ผู้เขียนก็ไม่ได้นั่งสมาธิ ไม่ได้ทำตัวเป็นผู้ที่สื่อสารกับโลกของวิญญาณ แต่กลับเห็นได้อย่างง่ายดาย เหมือนได้รับพลังงานบางอย่าง พยายามหาคำตอบให้กับตัวเอง ก็ได้ข้อสรุปที่ว่า น่าจะมาจากการที่มีคนพยายามทำคุณไสยใส่ ในทุกวิถีทาง ทั้งพลังบุญกุศลก็ยังมาอยู่กับผู้เขียนเลย อันนี้คือเรื่องจริงที่ผู้เขียนสัมผัสได้ หรือน่าจะมาจากการส่งกระแสจิตระลึกนึกถึง หรืออาจจะเป็นบุญกุศลที่ส่งให้ใครในอดีตชาติ ที่เป็นผู้ที่มีผู้คนระลึกนึกถึงเป็นอันมาก จึงส่งผลบุญมาให้ผู้เขียนในภพชาติปัจจุบัน ผู้ที่ทำคุณไสยใส่ก็ยังส่งพลังชีวิตมาให้ โดยผ่านมาทางคุณไสยที่ทำไว้ทั้งหลาย ผู้เขียนเห็นผีเห็นวิญญาณก็จริง แต่ไม่เคยพูดคุยกับวิญญาณทั้งหลายเลย อาจเป็นเพราะอยู่คนละภพภูมิ และไม่ได้เกี่ยวข้องกัน ภูมิของจิตวิญญาณอาจจะอยู่ต่างกัน ถ้าอยู่ชนชั้นเดียวกันอาจจะคุยกันได้ ของผู้เขียนก็คงจะเป็นภพภูมิของท่านผู้เป็นใหญ่ทั้งหลายที่มาบอกกล่าวให้ผู้เขียนได้รู้ในโลกของวิญญาณ.  ผีที่เข้ามาแทรกตามร่างกายที่ผู้เขียนรู้สึกส่วนใหญ่ จะเข้ามารองรับบาปกรรม เหมือนว่ามีสิ่งใดไม่ดีเกิดขึ้นกับผู้เขียนผีก็จะรับเอาสิ่งไม่ดีกลับไปให้เจ้าของผี ที่ต้องอยู่ภพภูมิเดียวกับผี พลังจิตคือพลังชีวิต หากใช้ฟุ่มเฟือย ก็จะหมดไป ตามกาลเวลา ยิ่งใช้ยิ่งหมด ยิ่งเผื่อแผ่ให้กับดวงวิญญาณที่ถูกเรียกใช้เพื่อให้เบียดเบียนคิดร้ายผู้คน ยิ่งหมดไว จนบางคนเมื่อถึงจุดเสื่อม กลับไม่เข้าใจ คิดว่าคาถาอาคมของตนเสื่อม แต่แท้จริงแล้วคือพลังของชีวิตที่เสื่อม ถ้าใครเคยเรียนไสยศาสตร์จะรู้ถึงกฏข้อนี้ดี พลังชีวิต ยิ่งใช้ ยิ่งหมด 

วันอาทิตย์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2564

ยุคพระศรีอาริยะเมตไตย

จะเกิดขึ้นหลังจากหมดยุคทมิฬ คือหมดสิ้นแล้วซึ่งผู้ที่กระทำกรรมชั่วทั้งปวง เหลือไว้ซึ่งคนดี ก่อนจะถึงเวลานั้น จะเป็นช่วงเวลาในแบบเดิมๆคือ การชำระล้าง การทำความสะอาดโลกใบนี้ ผู้ที่อยู่รอดคือ ผู้ที่ถูกเลือกให้ได้อยู่ต่อ อยากพบพระศรีอาริย์  ต้องกระทำแต่กรรมดี ไม่เบียดเบียน มีจิตวิญญาณที่สะอาด ไม่สะสมกรรมชั่วไว้ในใจ ที่อยู่ของพระศรีอาริย์คือ ทิพยวิมาน ที่ยากจะเข้าถึง อยู่บนสรวงสวรรค์ จิตวิญญาณชั้นธรรมดา ไม่มีวันจะพบเจอ ชนชั้นสูงไม่เกลือกกลั้วกับชนชั้นต่ำฉันท์ใด นั่นหมายถึง เหล่าเทพเทวดา ผู้อยู่บนสรวงสวรรค์ จะไม่ข้องเกี่ยว กับมนุษย์ผู้มีบาปชั้นนั้นแล ร่างทรงส่วนใหญ่จะข้องเกี่ยวกับวิญญาณที่อยู่ในภพภูมิเดียวกัน วิญญาณที่ยังไปเกิดไม่ได้ ยังวนเวียนอยู่ในภพภูมิมนุษย์ สัมภเวสี วิญญาณเร่ร่อนทั้งหลาย ที่มักหลอกจิตมนุษย์ให้หลงผิด ถ้าเป็นเทพเทวดาต้องเหาะเหินเดินอากาศได้ มีอิทธิฤทธิ์ มีความสามารถพิเศษที่เหนือกว่า      มนุษย์ธรรมดา ต้องแยกแยะแบบนี้ จึงจะเข้าใจได้ว่า ผีกับเทวดานั้นแตกต่างกัน 

วันจันทร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2564

โรคร้าย

เกิดจากการกระทำของมนุษย์ สร้างตัวเชื้อโรคร้ายขึ้นมา สร้างกรรมของการเบียดเบียนขึ้นมา มีจิตคิดร้ายผู้อื่น เปรียบประดุจดังมีตัวเชื้อโรคร้ายอยู่ในจิตวิญญาณ ความไม่หวังดี มุ่งร้ายต่อผู้อื่น สะสมเชื้อโรคร้ายโดยไม่รู้ตัว เขาเรียกว่า"โรคเวรโรคกรรม"เป็นโรคที่รักษาไม่หาย เพราะเกิดจากเวรกรรมที่ทำมา มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธ์ ผู้ที่เรียนวิชาบาปอกุศล เลี้ยงผีชั่ววิญญาณร้ายมักเป็นโรคเวรโรคกรรมโรคที่รักษาไม่หาย เป็นโรคที่หลงผิด หลงเข้าไปสู่วังวนแห่งกรรม ใช้ผีไปเบียดเบียนคิดร้ายผู้คน อยากให้เขาเจ็บป่วย อยากเห็นความตายของผู้อื่น ทั้งที่ผู้ที่กระทำก็ต้องตายกลายเป็นผี หนีไม่พ้นความตาย เป็นผู้ที่ไม่อยากให้ใครบนโลกใบนี้อยู่อย่างสงบสุข เพราะเกิดมาท่ามกลางความทุกข์ที่สะสมไว้ในจิตวิญญาณ แม้ตายกลายเป็นผี ก็ไม่อยากให้ใครมีชีวิตอยู่ ผีมักอิจฉาผู้ที่มีชีวิต มนุษย์ที่อิจฉาการมีชีวิตของผู้อื่น จึงไม่ต่างอะไรกับผู้ที่ตายไปแล้ว ชีวิตของตนไม่มีให้ดูแล จึงต้องไปอิจฉาการมีชีวิตของผู้อื่น สาเหตุเกิดจากโรคร้ายที่มีอยู่ในจิตวิญญาณ เกิดมาอาการไม่ครบสามสิบสอง เพราะไร้มันสมองที่ใช้แยกแยะผิดชอบชั่วดี เกิดมาไม่เคยพบความหวังดีจากใคร คงเป็นเพราะไม่มีใครปรารถนาให้เกิดมา จึงเรียนเดรัจฉานวิชา เพราะไม่เคยได้รับความรักจากใครๆ ผิดหวังในชีวิตอยู่ร่ำไป ไม่เคยมีความสงบสุขใดๆในจิตวิญญาณ เขาจึงเรียกว่า"วิชาร้อน"วิชาที่ต้องอยู่ท่ามกลางเปลวไฟ เพราะหาความสงบสุขในกรรมของการเบียดเบียนไม่ได้ เป็นโรคในจิตวิญญาณที่รักษาไม่หาย ตั้งแต่เกิดจนตาย ผู้ที่เป็นโรคร้ายส่วนใหญ่ มักเลี้ยงผีเลี้ยงความตาย มีจิตวิญญาณของการคิดร้ายและทำลาย พิสูจน์ได้ด้วยการไปถามผู้ที่เป็นโรคร้ายส่วนใหญ่ มักสร้างกรรมของการเบียดเบียน บางคนทำพิธีสาปแช่ง สุดท้ายต้องชดใช้กรรมด้วยการเป็นโรคร้ายที่รักษาไม่หาย พบเห็นมาแล้วมากมาย จึงเข้าใจได้ว่า โรคร้ายสะสมได้ในจิตวิญญาณ เมื่อตาย กลายเป็นผีบาปนั้นทั้งหลาย บาปเวรทำไว้สืบเชื้อสายเผ่าพันธ์ถึงลูกหลาน ต้องรับช่วงของเวรกรรม ที่บรรพบุรุษเคยสร้างไว้ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะสายใยที่โยงถึงกัน

สุขภาพจิตที่แข็งแรง สามารถขจัดขับไล่เชื้อโรคร้ายให้ห่างไกล สมัยก่อนก็ใช้วิธีนี้ วิธีที่สร้างกำลังใจ ทำตนให้ห่างไกล ไม่เข้าใกล้เชื้อโรคร้ายทั้งหลาย โดยเฉพาะผู้ที่มีความเจ็บป่วยในจิตวิญญาณ ผู้ที่บูชาความตายเพราะอยากจะตาย จงอยู่ให้ห่างไกล หากอยากมีชีวิตอยู่ จะได้ไม่ถูกความตายครอบงำ 

วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

อวิชชา

วิชามนต์ของภูติผี เป็นวิชาของความตาย มีความตายเป็นสรณะ มีความตายเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตวิญญาณ ปรารถนาความสูญสิ้นไปจากความเป็นคน จึงไม่มีศาสดาใดในวิชามนต์ของภูติผี ไม่มีศาสนาในอวิชาคุณไสย เพราะบูชาผี ยกให้ผีเป็นสรณะ กราบไหว้บูชาสรรเสริญยกให้ความตายอยู่เหนือความเป็น จึงดำเนินชีวิตแบบผู้ที่ไร้ซึ่งชีวิต กระทำตนเป็นผู้ไร้ตัวตนนั้นทั้งหลาย ผีสร้างบุญกุศลเองไม่ได้ ผีหยิบจับทรัพย์สินเงินทองไม่ได้ ผีไม่ได้ทำมาหากินอะไร นอกจากเป็นวิญญาณที่ล่องลอยไป รอการผุดเกิดในภพภูมิของกรรมที่ทำมา วิชาของผีที่ผู้คนไปร่ำเรียนนั้นทั้งหลาย ส่วนใหญ่เป็นวิชาที่ใช้ทำลายการดำเนินชีวิตของผู้อื่นเขา เพราะเกิดมาไม่ได้มีสิ่งดีอย่างใครเขา ไม่ปรารถนาให้ใครเขามีชีวิตที่ดี จึงบูชาผี ใช้ความตายไปเบียดเบียน สุดท้ายก็ได้ชื่อว่าทาสของความตาย มีความตายเป็นเจ้านาย ไม่เหลือพลังของชีวิต วิชามนต์ของผี ไม่มีคำว่าดี วิชาของผีเปรตอสุรกาย พ่ายแพ้ให้กับความเป็น ผู้ที่อยู่เป็น ย่อมอยู่เหนือกว่าผู้ที่กระทำตนเป็นผู้ที่ตายอยู่เหนือกว่าจิตวิญญาณของเปรตอสุรกาย บูชาผี บูชาความตาย ย่อมพ่ายแพ้แก่ผู้ที่บูชาการมีชีวิตทั้งหลายเอย..


คิดว่าตาย ดีกว่าเป็น จะได้ตาย
คิดว่าเป็น ดีกว่าตาย จะได้เป็น

ผีไม่ได้อยู่เหนือคน
เกิดเป็นคน ต้องกระทำตนให้อยู่เหนือผี ลองคิดดูให้ดี การกระทำของผีกับคน นั้นแตกต่างกัน

พวกอวิชชาคุณไสย
ต้องตกเป็นทาสของความโง่
อย่างไม่มีวันจบสิ้น




วันเสาร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2564

พลังแห่งแรงดึงดูด

คือการยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
ทั้งที่มีตัวตนและไม่มีตัวตน ยึดมั่นถือมั่นในกรรมชั่วและกรรมดี พลังแห่งแรงดึงดูดของโลกใบนี้ คือพลังงานของสนามแม่เหล็กขนาดใหญ่ที่อยู่ลึกลงไปใต้เปลือกโลก ที่ทำงานอยู่ตลอดเวลา ส่งพลังงานขึ้นมาครอบคลุมโลกใบนี้ ไม่ให้หลุดออกไปนอกวงโคจร ของจักรวาล โดยมีดวงดาวต่างๆคอยประคอง เช่น ดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์
ความคิดของมนุษย์ก็เป็นพลังงานอย่างหนึ่ง ที่ดึงดูดพลังงานต่างๆให้เข้ามาสู่ตน ทั้งเรื่องดีและไม่ดี ผู้ที่ระลึกนึกถึงในเรื่องดี คิดถึงแต่กรรมดี พลังแห่งกรรมดีก็จะอยู่รายล้อมรอบตัว เป็นพลังแห่งแรงดึงดูดที่จะดึงดูดสิ่งที่ดี เรื่องที่ดีเข้าหาตัว
ผู้ที่ระลึกนึกถึงแต่เรื่องชั่ว คิดถึงแต่กรรมชั่ว พลังแห่งกรรมชั่วก็จะอยู่รายล้อมรอบตัว เป็นพลังแห่งแรงดึงดูดที่จะดึงดูดสิ่งไม่ดีทั้งหลายเข้าหาตัว ผู้ที่เรียนคุณไสยมนต์ดำ มักต้องเข้าไปข้องเกี่ยวกับภูติผี และต้องฝึกท่องคาถาเรียกผีเรียกความตาย พลังของความตายจึงอยู่รายล้อมรอบตัว เหล่าภูติผีที่มาเบียดเบียนมนุษย์ก็จะดึงดูดได้แต่พลังงานที่ไม่ดีของมนุษย์ เพราะมาเบียดเบียนจึงไม่ได้รับพลังงานที่ดีใดๆ คิดทำ ระลึกนึกถึง เอ่ยถึงแต่เรื่องชั่วเลวร้าย เหมือนการดึงดูดสิ่งไม่ดีให้เกิดขึ้นกับผู้ที่ย้ำคิดย้ำทำในเรื่องชั่วเลวร้ายทั้งหลาย เหมือนเป็นการสั่งจิตใต้สำนึกของตนอย่างหนึ่ง ให้ดึงดูดพลังงานไม่ดี จากความคิด ที่คิดไป คิดเรื่องไม่ดีสิ่งใด เรื่องนั้นๆจะเกิดขึ้นกับผู้ที่คิดเอง

วันศุกร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2564

ผู้มีความสำคัญ

ใดๆในโลกจะสำคัญได้ เพราะมีผู้ให้ความสำคัญ สิ่งไม่สำคัญย่อมไม่มีใครสนใจหนา ที่สนใจเพราะสำคัญในวิญญา ไม่สำคัญใครเล่าหนาจะสนใจ สิ่งมีชีวิตและไร้ซึ่งชีวิต จะระลึกนึกถึง สิ่งสำคัญกับตนหนา ไม่สำคัญก็มองผ่าน ไม่สนใจ ไม่เกาะเกี่ยว ไม่ยุ่ง ไม่เจรจา เพราะไม่สำคัญจะเข้าไปข้องเกี่ยว ทำไมเล่าหนา ข้องเกี่ยวไปก็ไม่ได้ประโยชน์อันใดขึ้นมา เสียเวลาเกาะเกี่ยวอยู่กับสิ่งที่ไม่สำคัญ ให้ความสำคัญกับผู้อื่นมากกว่าตน จิตวิญญาณของตนไม่สำคัญใช่ไหมหนา ความสำคัญยกให้ผู้อื่นมากกว่าการได้ผุดเกิดกันขึ้นมา เห็นผู้อื่นสำคัญกว่าตนทั้งหลายหนา สุดท้ายที่เกิดมาก็จะไร้ซึ่งความสำคัญ

นึกหน้านึกชื่อผู้อื่นเพื่อเบียดเบียนและคิดร้าย นั่นหมายถึงเขาสำคัญกว่าตนใช่ไหมหนา ไม่สำคัญจะระลึกนึกถึงเขาเพื่อคิดร้ายทำไมล่ะหว่า เพราะให้ความสำคัญกับเขามาก จึงระลึกนึกถึง และเบียดเบียน สิ่งใดที่ถูกยกให้มีความสำคัญ จะมีพลังงานอย่างหนึ่งที่มองไม่เห็น แต่จะรู้สึกได้ทั้งหลายหนา เปรียบประดุจดังองค์พระปฏิมา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในทุกศาสนา ที่มีผู้คนให้ความสำคัญ ขนาดภูติผีวิญญาณที่มีผู้คนกราบไหว้ ยังมีพลังงานเกิดขึ้นได้ เพราะมีผู้ให้ความสำคัญ บูชากราบไหว้ ระลึกนึกถึง ยกให้เป็นสิ่งสำคัญ นับประสาอะไรกับชีวิตคน ที่ถูกยกให้เป็นคนสำคัญ มีผู้คนระลึกนึกถึงอย่างมากมาย ทั้งดีและร้าย ก็จะมีพลังงานอย่างหนึ่ง ที่บุคคลนั้นรู้สึกได้ ว่าได้มาจากการระลึกนึกถึงของมนุษย์และอมนุษย์ ทั้งหลายนั่นเอง การทำบุญอุทิศกุศลให้ใคร ยังต้องระลึกนึกหน้านึกชื่อ เพราะการระลึกนึกถึง ทำให้ส่งพลังงานของบุญกุศลได้ หากให้ความสำคัญกับใคร ใครที่ถูกให้ความสำคัญ จะมีพลังงานของความสำคัญเกิดขึ้นได้ กับคนๆนั้นนั่นเอง

วันพุธที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2563

อย่ายึดติดกับสิ่งใด

อดีตไม่สำคัญ
ปัจจุบันคือความจริง
ยึดติดอยู่กับอดีตจะไม่มีอนาคต
อดีตทำร้ายใครไม่ได้ เพราะอดีตไม่มีความสำคัญกับใครหรอกหนา
ใครที่ปรารถนาจะย้อนวันเวลา คงมีแต่ผู้ที่ไม่ปรารถนาจะอยู่ในโลกของความเป็นจริง อดีตแก้ไขไม่ได้ ปัจจุบันที่เป็นอยู่คือสิ่งที่ต้องแก้ไข จะดีหรือชั่ว รู้อยู่แก่ใจ ระลึกนึกถึงแต่อดีต ไม่มีประโยชน์อันใด ไสยศาสตร์ในอดีตยังต้องสูญสลายหายสิ้นไป ไสยศาสตร์ในปัจจุบันก็ทำอันตรายใครไม่ได้ เพราะอดีตไม่มีวันหวนคืน อนาคตไม่มีไสยศาสตร์ เพราะถูกกำจัดให้มลายหายสิ้นไปแล้วหนา ใครอยากจะย้อนวันเวลา คงต้องระลึกนึกถึงเมื่อครั้งที่ยังไม่ได้เกิดมา ถึงสาเหตุแห่งการเกิด ว่า ได้เกิดมาจากสิ่งใด สิ่งใดที่ทำให้ได้เกิดมา สิ่งนั้นแหละหนาคือสิ่งที่น่าคิดคำนึง ได้เกิดมาแล้วก็ทำหน้าที่ของการเกิดให้ดีเถิดหนา เพราะเวลาชีวิตมีขีดจำกัดรู้ไว้ในทุกครา ถึงเวลา ก็ต้องไป พลัดพราก แยกจาก แม้สังขารที่ได้มาเมื่อครั้ง ที่ได้เกิดเอย

วันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2563

กรรมของการเบียดเบียน

เบียดเบียนเพราะเดือดร้อน ไม่เดือดร้อนก็ไม่เบียดเบียนไม่ทุกข์ไม่คิดร้าย คิดร้ายเพราะทุกข์ที่มีอยู่ในใจ ผู้มีความสุข สงบในจิตวิญญาณ ผู้อยู่ดีกินดี ไม่เสาะแสวงหาความเดือดร้อนใส่ตน ผู้สูญเสียในกรรมดี บาปอกุศล จะบันดาลดลให้พบให้เจอกับความสูญเสีย พบเจอกับความเสื่อม เรียนรู้ในสิ่งที่จะทำให้เสื่อมในการผุดเกิดเป็นคน ไม่มีคำว่า ครอบครัวในผู้ที่แสวงหาวิธีที่จะสร้างบาปอกุศลนั้นทั้งหลาย เมื่อตายไปจึงกลายเป็นเปรตสัมภเวสีผีไม่มีญาติ เมื่อมีชีวิตอยู่จึงยังไม่รู้ภพภูมิในโลกหลังความตาย เมื่อละจากกายตายไปเป็นผีถึงได้รู้ว่า บาปกรรมของการเบียดเบียน มันไม่มีคำว่าดี ขัดขวางการทำมาหากินของผู้อื่น กรรมของการขัดขวางจะบันดาลดลให้ เป็นผีที่อดอยากหิวโหย แม้ยังไม่ตายก็ไร้ซึ่งความสำเร็จ ทำสิ่งใดก็ล้มเหลว ค้าขายขาดทุนอยู่ร่ำไป ทำมาหากินสิ่งใดก็ไม่ได้ผลกำไร เพราะกรรมที่เคยเบียดเบียน เรียกว่า ล้มละลายทางจิตวิญญาณ ไม่สามารถเรียกคืนกรรมดีที่สูญเสียไป เพราะเลือกเดินเส้นทางของคำว่า บาปอกุศล กระทำกรรมชนิดเดียวกันกับผู้ที่ไปใช้กรรมในนรก นรกมีหลายขุม บาปเยอะที่สุดก็ขุมสุดท้าย ผู้ที่กระทำแต่กรรมของการเบียดเบียนคือผู้ที่เกิดมาเพื่อล้างผลาญเผ่าพันธ์ุวงศ์ตระกูลของตนเอง เป็นเสนียดจัญไร เป็นผู้ที่ทำลายทรัพย์สมบัติของบิดามารดา ด้วยบาปอกุศลที่มีในจิตวิญญาณ เมื่อก่อบาปทำเวร เวรกรรมนั้น จะไปถึงยังผู้ให้กำเนิด ในทางกลับกัน ถ้ามีบิดามารดาที่เบียนเบียน คิดร้ายผู้คน  บาปอกุศลจะไปถึงยังบุตรทั้งหญิงชาย เรียกว่า วงเวียนแห่งกรรม กรรมจึงย้อนกลับไปทำลายผู้ที่ปรารถนาในกรรมนั้นๆ คนเล่นหวยซื้อหวยจะไม่กล้าคิดร้ายใคร เพราะกลัวกรรมแห่งการคิดร้ายจะไปขัดขวางโชคลาภของตน ผู้คิดร้ายทั้งหลายจึงเป็นผู้ที่ไม่เล่นหวยไม่ซื้อหวยไม่แสวงหาโชคลาภใดๆ เพราะกรรมของการเบียดเบียนผู้อื่นเป็นกรรมที่บั่นทอนโชคลาภ ทำให้ไม่มีวาสนา หรืออาจจะเป็นกรรมของวิชา ที่เข้าไปข้องเกี่ยว อวิชา คุณไสย มนต์ดำ ไสยศาสตร์แขกทั้งหลาย เป็นวิชาของผู้ที่ไม่ซื้อหวย วิชาที่ไม่แสวงหาโชคลาภ วิชาที่เรียนเพื่อเป็นผีกระสือๆต้องกินสิ่งปฏิกูล เพื่อเพิ่มแสงแพลนตอลในตนเอง หากอยากเห็นพรายน้ำต้องไปดูที่น้ำเน่าน้ำเสียทั้งหลาย จะเห็นแสงสีเขียวสะท้อนขึ้นมา วิชาของกระสือก็ใช้กฏเดียวกัน วิชาผีปอบ ต้องกินของสดของคาว เพื่อเพิ่มสัญชาติญาณของสัตว์เดรัจฉาน วิชาผีปอบส่วนใหญ่จะผูกจิตวิญญาณไว้กับหมาดำ มักแสดงตนเป็นหมาดำตัวใหญ่ให้ผู้คนได้เห็น ผีที่มองเห็นคนแล้วเข้าแทรกตามร่างกาย ส่วนใหญ่จะเป็นผีที่ไร้บุญกุศล ผีที่มีความทุกข์ทรมาน อยากให้คนรู้ว่ามันมีความทรมานอย่างไร ก็จะแสดงความเจ็บปวดในส่วนนั้นๆของร่างกายให้คนได้รับรู้ เพื่อเรียกร้องความสนใจ เพราะผีจำพวกนี้ส่วนใหญ่เป็นผีที่ไม่มีใครสนใจ จึงมาเบียดเบียนมนุษย์โดยไม่รู้ว่า นั่นคือกรรมของการเบียดเบียน ผู้ที่อยู่ในโลกแคบ ผีที่ถูกสะกดไว้ในหลุมในโลง ผีที่ถูกใช้ให้มาแฝงตามร่างกายทั้งหลาย เป็นผีที่ไม่ได้รับในสิ่งดี แต่จะรับเอากรรมไม่ดีของผู้เป็นเจ้าของสังขาร ผีจะกัดกินสิ่งไม่ดีที่เข้ามาในร่างกาย เพราะกรรมของการเบียดเบียน ผีจะกินได้แต่สิ่งที่ไม่ดี เพื่อชดใช้กรรมที่เข้ามาวุ่นวายในกายสังขารของคน ผีที่ทำให้คนเป็นโรคร้าย ส่วนใหญ่จะเป็นผีที่มีกรรมร่วมกันกับคนๆนั้น ถ้าไม่มีเวรกรรมต่อกัน ผีร้ายทั้งหลายก็ทำอันตรายไม่ได้
ผีดีก็มีเยอะ ผีไม่ดีก็มีมาก สังคมของผี ก็ไม่ได้แตกต่างจากมนุษย์สักเท่าไหร่ มีความเป็นอยู่คล้ายๆกัน แต่อยู่คนละภพภูมิ มีหน้าที่ มีความรับผิดชอบ มีที่อยู่อาศัยหากเคยสะสมบุญกุศล อยากมีโชคลาภ อยากมีเงิน ต้องไม่คิดร้ายใคร ไม่สนใจเรื่องชั่วของคนอื่น ไม่อย่างงั้นกรรมชั่วของผู้อื่นมันจะมาบั่นทอน แทนที่จะได้กลับต้องเสียไปอย่างน่าเสียดาย เพราะกรรมของการเบียดเบียน

 

วันอังคารที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2563

บุญกุศลสะสมข้ามภพชาติ

บุญกุศลที่เคยสร้างไว้ในอดีตชาติส่งผลในภพชาติปัจจุบัน มาในรูปแบบต่างๆให้ได้รู้และเห็นในบุญกุศลที่เคยสร้างไว้ เกิดมาภพชาติปัจจุบัน เมื่อชดใช้กรรมจนหมดสิ้นแล้ว บุญกุศลที่เคยสร้างไว้จะส่งผล ให้ได้รับในผลบุญนั้น ภพชาติปัจจุบันหากสร้างกุศล ผลบุญที่เคยสร้างไว้ก็จะสะสมไปเรื่อยๆไม่มีวันหมด แม้ในโลกหลังความตายก็จะมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง มีความสงบสุข เพราะบุญกุศลที่เคยสร้างมาหลายภพชาติ ผู้ฝึกจิตดีแล้ว จะมองเห็นบุญกุศลของตนเอง ว่าสร้างไว้มากน้อยเพียงใด ในภพชาติปัจจุบันจะได้เร่งบำเพียญเพียร สร้างกุศลให้มากยิ่งๆขึ้นไป เป็นกุศลผลบุญเฉพาะตน คือความสงบ ไม่มีความเดือดร้อนในจิตวิญญาณ  กุศลที่เคยสร้างไว้จะมาช่วยเหลือในยามที่ต้องการ แม้นอยู่ท่ามกลางหมู่มาร กุศลของตนจะขจัดมารร้ายให้มลายหายสิ้นไป เป็นพละกำลังมหาศาลทำลายมารร้ายให้ทำอันตรายไม่ได้ เป็นเกราะคุ้มกันใจกาย ให้ห่างไกลภัยร้ายทั้งปวง หากอยากเห็นบุญกุศลของตนหนา ต้องฝึกความสงบในใจ ไม่วุ่นวายกับใครเขา ฝึกดูจิตดูใจของตน ไม่เอาเรื่องของใครเขามาใส่ใจเรา ให้รู้ในทุกขณะจิต ว่าวันนี้มีชีวิตอยู่เพื่อสิ่งใด กรรมดีมีไหมในวินาทีนี้ หากทำดีกับใครไม่ได้ ก็ให้ทำดีกับตนเอง ระลึกนึกถึงตนเองในสิ่งที่ดีนั้นทั้งหลาย ทำทุกวินาทีให้มีสิ่งดีอยู่ในใจ ความดีที่เคยสร้างไว้จะบันดาลดลให้รู้เห็นในกุศลที่เคยสะสมมา ทุกอย่างล้วนมีเหตุและผล บางคนไม่เชื่อเรื่องบุญและบาป จึงไม่เร่งสร้างบุญกุศล มีจิตคิดร้ายผู้คน จึงไม่เห็นในกุศลที่เคยสร้างมา ใครจะเป็นอย่างไรก็ช่างเขา ใจของเราไม่เกาะเกี่ยวในบาปอกุศล จะได้ชื่อว่า เป็นผู้หลุดพ้น จากบ่วงบาป บ่วงกรรม บ่วงเวร



วันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2563

แช่งผีที่เบียดเบียน

คำสาปแช่งที่ใช้กับผีได้ทุกชนิด
แช่งให้ไม่ได้ผุดเกิดเป็นคน
แช่งให้ตกนรกหมกไหม้
แช่งให้ไร้กุศล ไม่มีสิทธิ์เป็นญาติใคร แช่งให้ทุกข์ทรมานอยู่ในนรกอเวจี แช่งให้เป็นผีไร้ญาติไปตลอดกาล แช่งให้ผีที่มาเบียดเบียนทุกข์ทรมานในทุกแห่งหน ใครให้กำเนิดผีร้ายมีส่วนผิดบาปถ้วนทั่วทุกตัวตน ใครเป็นผู้สืบสายโลหิตย่อมได้รับในบ่วงเวร แช่งได้กับผีในทุกศาสนา อย่าปล่อยให้ผีร้ายมาเบียดเบียน เพราะผีที่เบียดเบียนย่อมไม่มีดี ผีดีไม่เบียดเบียนใคร ผีกับคนก็ไม่ได้แตกต่าง คนเมื่อตายก็กลายไปเป็นผี แช่งผีหรือแช่งเจ้าของผีก็ถึงถ้วนทั่วทุกตัวตน เขาเรียกว่า แช่งของที่ส่งมา ผู้เขียนแช่งยิ่งกว่านี้อีก ผีกระเจิงร้องกรี๊ด โหยหวนแทบทุกราย เพราะผู้เขียนแช่งด้วยความถูกต้อง ไม่ได้ริเริ่มเบียดเบียนใครก่อน ผีที่ถูกใช้มาจึงไม่มีสิทธิ์ทำอันตรายใดๆ ผู้เขียนจึงแช่งได้ เพราะมีหน้าที่ทำลายผีคุณไสยให้หมดสิ้นไป จากคำบอกกล่าวของผู้มีหน้าที่ในโลกของวิญญาณ และจากการรู้เห็นการตัดสินบัญชีกรรมของท่านผู้มีหน้าที่ในโลกของวิญญาณ
*เบียดเบียนดวงจิตของผู้ที่มีชีวิตอยู่     เบียดเบียนดวงจิตของผู้ที่ตายไปแล้ว เป็นบาปมหันต์ บุญกุศลใดๆก็ลบล้างบาปกรรมที่ทำไว้ไม่ได้
คำกล่าวนี้จากท่านผู้มีหน้าที่ในโลกของวิญญาณ*

วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2563

คำสาปแช่งที่ไม่ย้อนกลับเข้าตัว

ผู้แช่งต้องเป็นฝ่ายถูก ไม่ได้เบียดเบียนหรือคิดร้ายใครก่อน มักแช่งใส่ผู้ที่มาเบียดเบียนได้สำเร็จเสมอ ถึงแม้ศัตรูจะไม่แสดงตัวตนก็ตาม หากรู้ตัวว่าเป็นผู้ที่ถูกกลั่นแกล้งและมีผู้มากระทำ คำสาปที่แช่งไปจะไปถึงผู้กระทำด้วยบาปอกุศลที่ใช้กรรมชั่วมาเบียดเบียน ไม่ว่าจะใช้สิ่งใดมากระทำก็ตาม หากคิดว่าตนเองเป็นฝ่ายถูกมักแช่งได้สำเร็จ ถึงแม้จะใช้ภูติผีปิศาจ หรือใช้วิชามาร ผีร้ายก็จะเอาคำสาปแช่งไปสู่ผู้เป็นเจ้าของผี ให้เจ้าของผีร้ายมีอันเป็นไป ด้วยฤทธิ์ของบาปเวร วิชามารทั้งหลายจะย้อนกลับไปทำลาย ภูติผีทั้งหลายก็จะย้อนกลับไปทำลายเจ้าของผี จิตวิญญาณของผู้ที่ร่ำร้องเรียกหาแต่ความตายจะไม่มีดี ท่องคาถาเรียกผีเรียกความตาย มักตายกลายเป็นผีหมดสิ้นความเป็นคน ไสยศาสตร์คุณไสยที่ผู้เขียนใช้ไปไม่เคยย้อนกลับมาทำลาย เพราะผู้เขียนเป็นฝ่ายถูก และทำลายผู้ที่คิดร้ายทั้งหลายมานับครั้งไม่ถ้วน จึงมั่นใจว่าหากไม่คิดริเริ่มเบียดเบียนผู้ใด คำสาปแช่งที่เคยแช่งไป ก็จะไม่ย้อนกลับมา หลายคนคงคิดว่าทำไมไม่ปล่อยให้เป็นไปตามกฏแห่งกรรม ต้องถามตนเองก่อนว่า ใช่พระอิฐพระปูนไหม หากใช่ คงไม่รู้สึกรู้สาอันใด แต่ด้วยความที่เป็นผู้มีวิชา อย่างผู้เขียนนี้ ความอดทนคนเรามีขีดจำกัด บางอย่างก็ต้องสะสางด้วยตนเอง จะรอแต่กฏแห่งกรรมอย่างเดียวคงไม่ได้ หากไม่สู้ เท่ากับแพ้ แล้วจะยอมให้ตนเองเป็นผู้แพ้ได้อย่างไร ต้องสู้กันสักตั้ง กฏของไสยศาสตร์ ถ้าสู้กันแล้ว ต้องตายกันไปข้างนึง ไม่ตายไม่เลิก ไม่ใช่เราไม่เลิก แต่ไอ้ฝ่ายที่กระทำมา มันไม่ยอมเลิกรา แล้วคนอย่างเราจะยอมได้อย่างไร เกิดเป็นคนต้องสู้ ถึงแม้จะต้องสู้กับผีก็ตาม เพราะผู้ที่มากระทำกรรมแห่งการเบียดเบียน ไม่ได้มีแค่ตัวเดียว แต่มาเป็นหมู่คณะ มาเป็นกลุ่ม ที่เรียกว่า หมาหมู่ นั่นแหละ รับกรรมกันไปเป็นหมู่คณะ ไม่เว้นแม้แต่ผู้ที่บวชอยู่ในศาสนา ยังไม่วายมีจิตคิดร้ายผู้คน การบวชไม่ได้ช่วยขัดเกลาจิตใจ บุญกุศลไม่มีในหมู่มาร เทพเทวดา ไม่มีในหมาหมู่ทั้งหลาย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีในผู้ที่มีจิตเบียดเบียนคิดร้ายทั้งหญิงชาย มีแต่คำว่าตาย ไร้ผู้สืบสาย ไร้ความเป็นคน

วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

แช่งผี

ผีคือจิตภูติชนิดหนึ่ง เป็นได้ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต บางคนเป็นผีก่อนที่จะตาย อย่างเช่น ผีปอบ ผีกระสือ ผีกระหัง ผีขะมาว ผีทะมบ ผีอีอ๊าบ ผีญิน ผีฮาตูรายา และ บอมอฮาตู (หมอผี) ส่วนใหญ่เกิดจากกรรมพันธ์ุ รับช่วงจากต้นตระกูล เลี้ยงวิชาของผี มีอาชีพรับจ้างทำคุณไสย และสอนวิชาคุณไสยให้กับผู้ที่สนใจ โดยไม่กลัวเรื่องเวรกรรม วิธีกำจัดจิตวิญญาณที่ถูกใช้ให้มารบกวนหรือใช้ให้มาเบียดเบียน แก้ได้ด้วยการแช่งและส่งจิตวิญญาณที่มาเบียดเบียนทั้งหลายให้ไปสู่นรกอเวจีขุมสุดท้ายไปตลอดกาล ผู้เขียนใช้วิธีนี้แหละ ทำลายผีร้ายและเจ้าของผีให้สิ้นไป จะได้ไม่ต้องมาเบียดเบียนกันอีก นรกซัมสล๊าบปิสาเจวะ ฯ.

วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

สาเหตุของความเจ็บป่วย

ความเจ็บป่วยของมนุษย์เกิดขึ้นจากกรรมพันธ์ุ เกิดจากการกระทำกรรมของตนเอง เกิดจากสภาพแวดล้อม เกิดจากการกระทำของภูติผีปิศาจ บางคนดูแลตนเองอย่างดี ก็ยังไม่วายเป็นโรคร้ายที่รักษาไม่หาย โรคภัยไข้เจ็บจึงเป็นกรรมอย่างหนึ่ง หากเกิดจากภูติผี พวกวิญญาณแฝง ที่ถูกใช้มาจากหมอผีต่างๆ ที่ปล่อยไปตามลม ในทุกช่วงเวลา ส่วนใหญ่ผู้เขียนจะส่งของนั้นคืนกลับ หรือสะกดไว้ หรือทำลายวิชาของผู้ส่งด้วยของที่ส่งมานั้น แต่ถ้าเป็นผู้ไม่รู้ในวิชาไสยศาสตร์ หากมีอาการเหมือนโดนลมเพลมพัด วิธีแก้ น้ำหนึ่งแก้ว ผสมเกลือและน้ำมะนาว ท่องคาถาถอนโบสถ์ถอนเสมา อาราธนาให้เป็นน้ำพุทธมนต์ ถอนเสนียดจัญไรให้ออกไป อาหารก็เป็นส่วนหนึ่งที่ใช้เป็นยารักษาโรคได้ กินอาหารตามฤดูกาลก็ช่วยให้สุขภาพแข็งแรง หน้าหนาวก็กินอาหารที่ช่วยให้ร่างกายอบอุ่น อาหารรสเผ็ดร้อน อาหารที่มีส่วนผสมของพริกไท ขิง ปรับหยินหยางในตัวให้สมดุล โรคภัยไข้เจ็บก็จะไม่มี ที่สำคัญต้องไม่เครียด หากรู้สึกว่า คิดสิ่งใดมากเกินไป สมองเริ่มรับไม่ไหวให้หยุดคิดทันที สมองปลอดโปร่งแล้วค่อยเริ่มคิดใหม่ หากมีอาการเจ็บป่วยให้หลีกเลี่ยง งานอวมงคล สถานที่อโคจร สถานที่ๆคนแออัดพลุกพล่าน พักผ่อนให้เพียงพอ เพียงแค่นี้ก็สามารถที่จะยืดอายุของสังขารให้ยืนยาว...

 


วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ

ห้ามคนอื่นไม่ให้โง่ ยากยิ่งกว่าห้ามตนเอง

ห้ามตนเองไม่ให้โง่ นั้นง่ายกว่า

ห้ามคนชั่วไม่ให้ชั่วยากยิ่งกว่าห้ามตนเอง

ห้ามตนเองไม่ให้ชั่วนั้นง่ายกว่า

กรรมชั่วบางครั้งก็เป็นสิ่งที่อยู่ติดกับจิตวิญญาณมาตั้งแต่เกิด ที่เขาเรียกกันว่า"สันดาน"เป็นอุปนิสัยที่แก้ได้ยาก ต้องปล่อยให้เป็นไป จนกว่ากรรมชั่วจะส่งผล โดยเฉพาะนิสัยที่ชอบทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน พวกที่ชอบทำตัวเป็นบ่างช่างยุ ติฉินนินทาว่าร้าย เพราะความอิจฉาริษยา กลัวว่าผู้อื่นจะได้ดี แทนที่จะทำดีให้ได้อย่างเขา แต่กลับพยายามจะฉุดรั้งเขาให้ได้ตกต่ำ ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์ก็ด้วยคาถา ไสยศาสตร์ที่ใช้ทำลายกันมีอยู่เยอะแยะมากมาย ไม่ชอบใจใครก็เขียนชื่อไปนั่งทับ สาปแช่งเขาต่างๆนาๆ บางคนหนักหน่อยถ่ายรูปเขาแล้วเอาไปใส่ไว้ในรองเท้าเพื่อเหยียบย่ำ กรรมของผู้ที่ทำเช่นนี้มักมีปัญหากับอวัยวะในส่วนที่ใช้ทำร้ายเขา เพราะได้ชื่อว่า"สำเร็จในบาป" กรรมจึงส่งผล ใครอยากจะทำในสิ่งที่เรียกว่ากรรมของการเบียดเบียนให้สำเร็จ ทั้งวจีกรรม มโนกรรม และกายกรรม ผู้สำเร็จแล้วซึ่งกรรมชั่วที่ตนปรารถนาคือผู้ที่ต้องไปสู่นรกภูมิ เมื่อสำเร็จแล้วซึ่งกรรมชั่ว ผลบุญที่เคยสร้างมาทุกภพชาติจะถูกทำลาย ด้วยผลของความสำเร็จในกรรมชั่วนั้น บางคนพยายามคิดร้ายผู้อื่นแต่ทำร้ายผู้อื่นไม่สำเร็จสักที ก็ได้บนบานศาลกล่าววอนขอ ต่อฟ้าดิน ขอให้คิดชั่วทำชั่วกับผู้อื่นได้สำเร็จ โดยไม่รู้ว่า ความสำเร็จในกรรมชั่วที่ได้มานั้น ต้องแลกกับสิ่งใด เลือกที่จะชั่วจึงไม่มีดี ความสำเร็จในกรรมชั่วเป็นมรดกอย่างหนึ่ง ทายาทต้องรับช่วงความสำเร็จในกรรมชั่วนั้น ยากที่จะห้าม กรรมชั่วเป็นสิ่งที่มนุษย์บางจำพวกปรารถนา เส้นทางแห่งกรรมมีสองเส้นทาง ชั่วและดี หากสำเร็จในกรรมชั่ว เดินบนเส้นทางที่ชั่ว หากสำเร็จในกรรมดี เดินบนเส้นทางที่ดี เส้นทางดีเดินไปสู่ภพภูมิที่ดี เส้นทางชั่วเดินไปสู่ภพภูมิที่ชั่ว ไม่มีใครจะห้ามใครได้ หากเป็นเส้นทางที่เขาเลือกเดิน เพราะยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ ต้องปล่อยให้เขาเป็นไปตามใจที่ปรารถนาในกรรมนั้นๆเพราะผู้ที่ต้องไปใช้กรรมในนรกภูมิคือผู้ที่ล้วนสำเร็จในกรรมชั่วทั้งปวงโดยไม่มีบุญกุศลใดๆไปหักล้าง เพราะเส้นทางแห่งกรรมชั่วคือเส้นทางที่ไร้บุญกุศล ส่งผลในภพชาติปัจจุบัน ทั้งมนุษย์และอมนุษย์

วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

ทำกินและไม่ทำกิน

 ผู้ที่ทำมาหากินเพราะมีภาระหน้าที่ของการได้ผุดเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาต้องดูแลตนเองและผู้ที่อยู่รอบข้างทั้งหญิงชาย มีความอยากได้ อยากมีในสิ่งที่ดีอยู่ร่ำไป เที่ยวเสาะแสวงหาวิธีแห่งการทำมาหากิน อยากมีเงิน อยากมีบ้าน อยากมีรถ อยากมีทรัพย์สินสิ่งของที่มนุษย์อยากจะมีนั้นทั้งหลาย ตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากิน ไม่เบียดเบียน ไม่คิดร้ายใคร พยายามทำไป เพราะสักวัน จะได้ ในสิ่งที่ดีๆ 

ผู้ที่ไม่ทำมาหากิน เพราะไม่มีภาระ ไม่มีหน้าที่ของความเป็นคนทั้งหญิงชาย ไม่ต้องดูแลผู้ใด ไม่อยากได้ ไม่อยากมีในสิ่งที่มนุษย์อยากจะมีนั้นทั้งหลาย ไม่สนใจทรัพย์สินเงินทอง เพราะไม่ปรารถนา จึงสนใจเรื่องของความตาย ถิ่นที่อยู่อาศัย ก็ไม่ปรารถนาที่จะมี อาศัยอยู่กับผู้อื่นนั้นทั้งหลาย อาศัยข้าวปลาอาหาร ประทังชีวิต ไปวันๆ อยู่เพื่อรอวันตาย เมื่อว่างมากจึง ไปร่ำเรียนวิชาเรียกความตาย เรียนวิชาแห่งบาปอกุศล เบียดเบียนผู้คนเพราะ ในชีวิตไม่มีการงาน เกิดมาทั้งที ไม่รู้ว่าเกิดมาเพื่อสิ่งใด จึงไม่ปรารถนาในสิ่งที่ดีๆ 

ส่วนใหญ่ผู้ที่เรียนเดรัจฉานวิชา มักไม่ปรารถนาจะเกิดเป็นคน เรียนวิชาที่ไม่หลุดพ้น ก็ต้องวนเวียนอยู่ในวัฏฏะ ผุดเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน แยกแยะไม่ได้ว่าสิ่งที่ทำ เรียกว่า ปรารถนาในบาปอกุศลอยู่ร่ำไป ที่เป็นเช่นนี้เพราะ ไม่ได้ทำมาหากิน อาศัยอยู่กับผู้อื่น จึงไม่เข้าใจว่า คนที่ทำมาหากิน ไม่มีเวลาว่าง เพื่อไปคิดร้ายใครๆ คิดแต่เรื่องงาน เรื่องเงิน ไม่มีเวลาคิดเรื่องชั่วเลวร้าย ทำแต่งานหาแต่เงิน ไม่มีเวลาเบียดเบียนใคร เพราะผู้เขียนผ่านเวลานั้นมา จึงเข้าใจ ทำแต่งาน เช้าตื่นขึ้นมาทำงาน  ถึงเวลาก็กลับที่พักเพื่อพักผ่อน บางวันทำงานสิบกว่าชั่วโมง ทำงานแทบไม่มีวันหยุด ที่ทำได้ ก็เพราะอยากได้เงิน อยากมีเงิน จึงไม่เคยเหนื่อยกับการทำงาน ทุกวันนี้ไม่ได้ทำแบบนั้นแล้วจึงมีเวลาว่าง มานั่งเขียนบทความเพื่อเป็นกำลังใจให้คนที่พบเจอกับสิ่งที่ไม่มีตัวตนมาเบียดเบียน ผู้เขียนเคยทำงานเป็นfreelance ต้องเดินทางไปทำงานที่ต่างจังหวัด ก็ยังไม่วาย ถูกพวกที่ไม่ทำมาหากินมาเบียดเบียน เรียกว่า พยายามขัดขวางทุกวิถีทาง ทั้งไปยุลูกค้าของผู้เขียนให้เรียนวิชามนต์แห่งบาปอกุศล ผู้เขียนจึงไม่ข้องเกี่ยว เพราะคิดว่าน่าจะเป็นกรรมของลูกค้าเอง ถามถึงรายได้ที่ต้องตัดทิ้งไปก็เป็นจำนวนที่มากพอดู ที่ต้องตัดก็เพราะไม่อยากให้พวกที่ไม่ทำมาหากิน ไปยุ่งวุ่นวายกับลูกค้าก็เท่านั้นเอง จึงต้องหาวิธีคิดที่จะทำให้มีรายได้มากกว่ารายได้ที่ต้องตัดทิ้งไป ถึงแม้จะถูกเบียดเบียนจากพวกบ้าไสยศาสตร์ที่ไม่ทำมาหากินนั้นทั้งหลาย หนทางในชีวิต ยังมีให้เลือกเดินตั้งมากมาย เลือกเดินบนเส้นทางที่พวกบ้าไสยศาสตร์ทำอันตรายไม่ได้ ก็เท่านั้นเอง ผู้ไม่ทำมาหากิน เพราะทำมาหากินไม่เป็นนั้นทั้งหลาย บางคนก็อาศัยเงินจากบิดรมารดา ที่คอยหาไว้ให้ โดยไม่รู้ว่าอนาคต หากไม่สอนให้ทำมาหากิน ถึงเวลา ไม่มีบิดรมารดา จะอยู่กันอย่างไร ทำกินเองไม่เป็น ดูแลตนเองไม่ได้ ทรัพย์สมบัติต้องร่อยหรอลงไป เพราะไม่เคยถูกสั่งสอนให้ทำงาน แถมคบจิตวิญญาณแห่งบาปอกุศล ใช้เงินที่พ่อแม่ให้มา อย่างไม่รู้คุณค่าของเงินหนา สุดท้ายไม่เหลือทรัพย์สินเงินตรา ทุกอย่างย่อมเป็นไปตามกฏแห่งกรรม 


ผู้ชนะ

 จิตวิญญาณที่เข้มแข็งย่อมเอาชนะอุปสรรคได้เสมอ ไม่ย่อท้อ ไม่อ่อนแอ ไม่อ่อนไหว มองเห็นถึงความมุ่งหวังที่ได้ตั้งใจไว้ มีวิธีคิดที่จะทำลายตัวอุปสรรคให้หมดสิ้นไป ถึงแม้จะมีมารมาผจญ ถึงแม้จะต้องสู้กับสิ่งที่ไม่มีตัวตน ก็จะเอาชนะพวกมันทั้งหลายอย่างง่ายดาย เพราะมีความตั้งใจที่แน่วแน่ ถึงการดำเนินชีวิตที่มั่นคง ไม่ล้มเลิกกับความตั้งใจที่จะไปให้ถึงยังที่หมาย ถึงแม้หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล ก็จะหาวิธีย่นระยะทาง ให้ไปถึงในเร็ววัน อยากชนะต้องเข้มแข็ง สร้างพลังกาย และพลังใจ ทำลายอุปสรรคให้มลาย เหล่าผีร้าย ไสยศาสตร์ที่ชั่วร้าย คือจิตวิญญาณของผู้ที่อ่อนแอ ทำลายจิตวิญญาณที่อิจฉาริษยา ทำลายจิตวิญญาณที่ไม่ปรารถนาจะมีดีนั้นทั้งหลาย ทำลายจิตวิญญาณของผู้ที่กลัว ไม่กล้าสู้หน้าใครทั้งหญิงชาย ทำตัวเป็นอุปสรรคขัดขวางผู้อื่นอยู่ร่ำไป เบียดเบียนคิดร้ายเพราะกลัวว่าเขาจะเดินไปสู่หนทางที่ดีๆ จึงพยายามจะฉุดรั้ง เบียดเบียนทุกวิถีทาง เพราะกลัวว่าเขาจะไปถึงที่หมาย ชั่ว เลว ร้าย พยายามทำลายเขาให้เป็นไป ทั้งต่อหน้าและลับหลัง สุดท้าย ทำอันตรายเขาไม่ได้ ต้องพ่ายแพ้ ถอยร่นกลับไป ประหนึ่งดังสู้ศึกในสงคราม ผู้เข้มแข็งจึงเป็นผู้ชนะ ข้าศึกรุกล้ำเขตแดนไม่ได้ เพราะเป็นผู้ที่ฝึกฝนตนเองให้แข็งแกร่งไม่แพ้ใคร ชนะข้าศึกได้ทั่วทุกทิศทาง รู้เขา รู้เรา รู้รอบ รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง 

สิ่งใดที่เรียกว่า"อุปสรรค"สิ่งนั้นคือตัวขัดขวางการดำเนินชีวิต 

สิ่งใดเรียกว่า"มาร"สิ่งนั้นคือ ชั่วเลวร้ายนั้นทั้งหลาย 

ผู้ชนะจะทำลายมารและตัวอุปสรรคที่มาราวี ด้วยความเข้มแข็งที่มีในวิญญาณ ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ด้วยมนต์ ใช้เวทมนต์คาถา ใช้หลักคำสอนขององค์ศาสดา คาถาชนะมาร นั่นยังไง เปรียบประดุจดังข้าศึกมาประชิด จะปล่อยให้ข้าศึกมารุกรานอยู่ฝ่ายเดียว ย่อมเป็นไปไม่ได้ ต้องตอบโต้ทำลายข้าศึก ให้มารุกรานไม่ได้อีกต่อไป สุดท้ายก็จะชนะได้ อย่างที่ตั้งใจ เพราะข้าศึกสูญสลาย หายสิ้นไป ไม่เหลือผู้ใดที่กล้ามาราวี ผู้ชนะสิบทิศ ผู้ไม่ยอมแพ้ใคร ชนะศัตรูมาแล้วทั่วทุกทิศทาง



วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

วิธีหลุดพ้นจากบ่วงเวร

ไม่เอาจิตวิญญาณของตนไปผูกมัดอยู่กับผู้ใด ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น ไม่เบียดเบียนผู้อื่นด้วยวจีกรรม มโนกรรม และกายกรรม พึงระลึกนึกถึงกรรมดี ที่เคยสร้างมา  ทำบุญอย่าหวังผล ทำทานอย่าหวังสิ่งตอบแทน จึงจะเป็นบุญกุศลที่บริสุทธิ์ เพราะทำไปด้วยความปรารถนาดี ผลดีก็จะตอบแทนกลับคืน โดยไม่ต้องไปขอต่อสิ่งใด ความปรารถนาดีต่อผู้อื่น ปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ ชี้หนทางแห่งการหลุดพ้น จากการเวียนว่ายตายเกิด หลุดพ้นจากวงเวียนของเวรกรรม ดังเช่นพระพุทธเจ้า และศาสดาของทุกศาสนา ได้กระทำการเผยแพร่ในสิ่งที่ได้ทำสำเร็จแล้ว พบหนทางแห่งการหลุดพ้นแล้ว จึงพร่ำสอนและบอกกล่าวกับผู้คนให้ได้รู้ เพื่อจะได้ ไม่ต้องทุกข์อยู่ในวัฏฏะสงสาร

การมุ่งร้ายผู้อื่น เป็นทุกข์อย่างหนึ่ง  การปรารถนาดีต่อผู้อื่น เป็นสุขอย่างหนึ่ง

การไม่เสาะแสวงหาในเหตุแห่งทุกข์ ไม่เอาจิตวิญญาณของตน ไปเกาะเกี่ยวอยู่กับทุกข์ทั้งหลาย ไม่เข้าไปหาเหตุแห่งความเดือดร้อนทั้งปวง ไม่คบจิตวิญญาณที่พาไปสู่หนทางแห่งความเสื่อม มารร้าย จิตภูติที่ชั่วร้าย ผู้ที่กระทำกรรมที่เปรตเคยกระทำไว้ทั้งหลาย มนุสสเปโต เปรตที่อาศัยอยู่ในใจคน ผู้ที่ปรารถนาจะเป็นเปรตนั้นทั้งหลาย อสุรกาย เป็นมารที่ไม่แสดงตัวตน แต่จะมีอยู่ในจิตภูติของผู้ที่เบียดเบียนผู้อื่นด้วยสิ่งที่ไร้ตัวตน จะคอยยุและเสี้ยมให้กระทำกรรมที่ต้องติดอยู่ในบ่วงของเวรกรรม เปรียบประหนึ่งดังพระเทวทัตที่ยุและเสี้ยมพระเจ้าอชาตศัตรูให้คิดกำจัดพระราชบิดาด้วยวิธีการต่างๆ สุดท้ายถึงแม้จะสำนึกได้ ก็ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไข ในบ่วงของเวรกรรม อเสวนาจะพาลานัง คบจิตวิญญาณที่เป็นมาร พาลพาไปหาผิด                         ไม่มีมิตรแท้ ในหมู่มาร

หลุดพ้นจากบ่วงเวรได้ด้วยจิตวิญญาณที่ไม่ผูกมัด ไม่ยึดติด ไม่ข้องเกี่ยว ไม่พบ ไม่เจอ ไม่ปรารถนา ไม่ระลึก ไม่นึกถึง ไม่เสาะแสวงหา ไม่เสวนา ในบาปทั้งปวง..


Translate