ความเชื่อ just believe

วันอังคารที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2564

ผีขี้เกียจ

ในยุคปัจจุบัน ก็ยังมีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องผี เพราะสืบเนื่องมาจากการสอนให้บูชาผีสืบต่อกันมา ทำให้จิตวิญญาณของผีทั้งหลายยึดติดอยู่กับมนุษย์ ส่วนใหญ่มาจากผู้ที่เรียนวิชาทางไสยศาสตร์ นับถืออสูรกาย ไม่ได้นับถือศาสนาใดๆ เพราะทุกกรรมและการกระทำตรงข้ามกับคำสอนของศาสดาในทุกศาสนา ไม่เชื่อเรื่องเวรกรรม ไม่เชื่อทั้งบุญและบาป เพราะเชื่อมั่นในอสูรกายที่เข้าใจว่ามีตัวตน กลุ่มความเชื่อแบบนี้ จะกระทำกรรมขัดขวางการดำเนินชีวิตของผู้อื่น ใช้ผีเข้าแทรกตามร่างกาย ส่วนใหญ่เป็นวิญญาณของผีปอบ ผีพราย ผีตายร้ายทั้งหลาย วิธีทำคุณไสยใส่ของๆกลุ่มบ้าผีมีหลายวิธี ใช้ของอาถรรพ์ไปฝังตามพื้นที่ ใช้เถ้ากระดูกผี เรียกชื่อผีไปใส่ไว้ตามบ้านนั้นทั้งหลาย เผาส่งควันยาสั่งปล่อยให้ลอยตามลมไป ทำคุณไสยใส่ห้วยหนองคลองบึง ปั้นหุ่นขี้ผึ้งใส่รูปยัดอกผี ฝังตามทางสามแพร่ง หรือฝังในป่าช้าสุสาน บอกผีให้ตามฆ่าตามทำลายโดยใช้วิชามาร ให้ผีขัดขวางทุกวิถีทางด้านการทำมาหากิน ทำให้เป็นคนเกียจคร้าน ไม่ขยันในการงานทุกถิ่นที่ ใช้ผีให้ตามราวี คนที่ทำแบบนี้ได้ ต้องเป็นผู้ที่ยากจนเข็ญใจ เพราะวันๆไม่ต้องทำมาหากินอะไร เกิดมาคงถูกสั่งสอนให้ขอทานชาวบ้านเขากิน เพราะการจะเรียนรู้วิชาแบบนี้ต้องเป็นผู้ที่ว่างมากๆ วันๆนั่งท่องแต่คาถาสาปแช่ง เพื่อปลุกของที่ตนเองทำไว้ กลัวของนั้นจะเสื่อมคาถาอาคมไป จึงต้องทุ่มเททั้งชีวิต เพื่อกระทำเหตุแห่งบาปทั้งปวง สุดท้ายก็จุดใต้ตำตอ เพราะวิชาแบบนี้ ย่อมต้องมีผู้รู้ และแก้ไข บังเอิญหรือตั้งใจ ดันไปทำใส่ผู้มีหน้าที่ในโลกของวิญญาณ คาถาอาคมหรือคุณไสยจึงเสื่อมไปทั่วทั้งผอง อสูรกายถูกสะกดไว้ ให้ไม่ได้เกิดในทุกถิ่นที่ เขียนบอกเผื่อผู้ที่กระทำมาอ่านบทความนี้ จะได้รู้ว่า ผีที่ใช้มา ทำไมจึงสิ้นฤทธิ์ ไร้เรี่ยวแรง แถมถูกส่งไปยังนรก เพื่อรอสะสางบัญชีกรรม ผีพวกนี้จะไม่ได้เกิดเป็นคนอีกตลอดกาล เพราะผู้เรียนวิชามารถูกสาปจากผู้มีหน้าที่ในโลกของวิญญาณ ให้ผุดเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ให้ไม่ได้ผุดเกิดเป็นคนตลอดไป ปิดกั้นหนทางแห่งการคิดร้าย เพราะสัตว์เดรัจฉานบางจำพวกก็ไม่ได้คิดร้ายคน

ความรู้ที่ได้จากการถูกเบียดเบียน

พลังจิตที่คนเข้าใจกันแท้ที่จริงแล้วคือพลังชีวิตของคนๆนั้น
เขียนจากสิ่งที่ได้พบเจอมาด้วยตนเอง ผู้เขียนเป็นผู้ที่ไม่เชื่อสิ่งใด ถ้าสิ่งนั้นไม่เกิดกับผู้เขียนเอง บางครั้งคนเราไม่สนใจเรื่องของใคร ก็กลายเป็นผู้ที่ผู้อื่นสนใจ ก็แปลกดี ที่ผู้ที่สนใจเป็นผู้ที่ไม่ใช่คนที่จะทำมาหากินแบบคนทั่วไป ผู้เขียนเรียนรู้จากกรรมหรือการกระทำของสิ่งที่มีตัวตนและไม่มีตัวตน ที่เข้ามามีผลกระทบในการดำเนินชีวิตประจำวัน ทำให้ได้รู้ว่า ผู้ที่เข้ามายุ่งวุ่นวายคือผู้ที่เรียนไสยศาสตร์คุณไสย ที่ต้องมีเวลาว่างมากๆ และต้องเป็นผู้ที่ไม่มีครอบครัว ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรในชีวิตประจำวัน เรียกว่า ผู้ไม่ทำมาหากินทั้งหลายเหล่านั้นนั่นเอง คงมีคนคอยให้อาหาร และคงจะอาศัยอยู่ฟรีกินฟรีกับผู้อื่น จึงมีเวลาที่จะคอยคิดร้ายผู้อื่นโดยไม่รู้จักกัน แต่การเบียดเบียนที่พยายามจะทำร้ายผู้เขียนนั้น กลับทำอันตรายผู้เขียนไม่ได้ เป็นผลลัพธ์ที่ตรงกันข้าม เพราะไสยศาสตร์คุณไสยต้องใช้พลังชีวิตในการผลักดัน เมื่อมีผู้ที่นึกหน้านึกชื่อผู้เขียนด้วยหวังจะคิดร้าย กลับกลายเป็นส่งพลังชีวิตมาให้ผู้เขียนซะอย่างงั้น ที่รู้เพราะว่า เมื่อก่อนผู้เขียนมีโรคประจำตัว เป็นภูมิแพ้ชนิดนึง แต่เดี๋ยวนี้ กลับแข็งแรงยิ่งกว่าเมื่อก่อนนี้อีก โดนยุงกัดเป็นผื่นคล้ายอาการของคนเป็นไข้เลือดออก ไม่กี่วันผื่นนั้นก็หายไปเอง และอีกหลายๆอย่างที่เกิดกับผู้เขียนแต่ผู้เขียนไม่เป็นอะไรเลย จึงเข้าใจได้ว่าน่าจะเป็นเพราะพลังชีวิตที่ได้จาก ผู้ที่ทำคุณไสยใส่ เพราะใช้ผีมาเบียดเบียน ส่งพลังชีวิตมากับผี ผีที่เข้ามาเบียดเบียน คือพลังชีวิตของผู้ที่ใช้มา รวมถึงวิชาความรู้ต่างๆ เพราะเมื่อก่อนผู้เขียนไม่ได้ฉลาดเหมือนทุกวันนี้ เมื่อก่อนนี้เป็นผู้ที่โง่งมงาย เชื่อคนง่าย มองโลกในแง่ดี แต่บทเรียนชีวิตมันได้สอนให้ผู้เขียนได้รู้ได้เห็น และส่วนหนึ่งอาจจะมาจาก ความรู้ที่ได้จากผู้ที่ทำคุณไสยใส่ เพราะวิชาการบางอย่างก็ไม่เคยเรียนแต่กลับรู้ รู้เห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น ทั้งที่ผู้เขียนก็ไม่ได้นั่งสมาธิ ไม่ได้ทำตัวเป็นผู้ที่สื่อสารกับโลกของวิญญาณ แต่กลับเห็นได้อย่างง่ายดาย เหมือนได้รับพลังงานบางอย่าง พยายามหาคำตอบให้กับตัวเอง ก็ได้ข้อสรุปที่ว่า น่าจะมาจากการที่มีคนพยายามทำคุณไสยใส่ ในทุกวิถีทาง ทั้งพลังบุญกุศลก็ยังมาอยู่กับผู้เขียนเลย อันนี้คือเรื่องจริงที่ผู้เขียนสัมผัสได้ หรือน่าจะมาจากการส่งกระแสจิตระลึกนึกถึง หรืออาจจะเป็นบุญกุศลที่ส่งให้ใครในอดีตชาติ ที่เป็นผู้ที่มีผู้คนระลึกนึกถึงเป็นอันมาก จึงส่งผลบุญมาให้ผู้เขียนในภพชาติปัจจุบัน ผู้ที่ทำคุณไสยใส่ก็ยังส่งพลังชีวิตมาให้ โดยผ่านมาทางคุณไสยที่ทำไว้ทั้งหลาย ผู้เขียนเห็นผีเห็นวิญญาณก็จริง แต่ไม่เคยพูดคุยกับวิญญาณทั้งหลายเลย อาจเป็นเพราะอยู่คนละภพภูมิ และไม่ได้เกี่ยวข้องกัน ภูมิของจิตวิญญาณอาจจะอยู่ต่างกัน ถ้าอยู่ชนชั้นเดียวกันอาจจะคุยกันได้ ของผู้เขียนก็คงจะเป็นภพภูมิของท่านผู้เป็นใหญ่ทั้งหลายที่มาบอกกล่าวให้ผู้เขียนได้รู้ในโลกของวิญญาณ.  ผีที่เข้ามาแทรกตามร่างกายที่ผู้เขียนรู้สึกส่วนใหญ่ จะเข้ามารองรับบาปกรรม เหมือนว่ามีสิ่งใดไม่ดีเกิดขึ้นกับผู้เขียนผีก็จะรับเอาสิ่งไม่ดีกลับไปให้เจ้าของผี ที่ต้องอยู่ภพภูมิเดียวกับผี พลังจิตคือพลังชีวิต หากใช้ฟุ่มเฟือย ก็จะหมดไป ตามกาลเวลา ยิ่งใช้ยิ่งหมด ยิ่งเผื่อแผ่ให้กับดวงวิญญาณที่ถูกเรียกใช้เพื่อให้เบียดเบียนคิดร้ายผู้คน ยิ่งหมดไว จนบางคนเมื่อถึงจุดเสื่อม กลับไม่เข้าใจ คิดว่าคาถาอาคมของตนเสื่อม แต่แท้จริงแล้วคือพลังของชีวิตที่เสื่อม ถ้าใครเคยเรียนไสยศาสตร์จะรู้ถึงกฏข้อนี้ดี พลังชีวิต ยิ่งใช้ ยิ่งหมด 

วันอาทิตย์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2564

ยุคพระศรีอาริยะเมตไตย

จะเกิดขึ้นหลังจากหมดยุคทมิฬ คือหมดสิ้นแล้วซึ่งผู้ที่กระทำกรรมชั่วทั้งปวง เหลือไว้ซึ่งคนดี ก่อนจะถึงเวลานั้น จะเป็นช่วงเวลาในแบบเดิมๆคือ การชำระล้าง การทำความสะอาดโลกใบนี้ ผู้ที่อยู่รอดคือ ผู้ที่ถูกเลือกให้ได้อยู่ต่อ อยากพบพระศรีอาริย์  ต้องกระทำแต่กรรมดี ไม่เบียดเบียน มีจิตวิญญาณที่สะอาด ไม่สะสมกรรมชั่วไว้ในใจ ที่อยู่ของพระศรีอาริย์คือ ทิพยวิมาน ที่ยากจะเข้าถึง อยู่บนสรวงสวรรค์ จิตวิญญาณชั้นธรรมดา ไม่มีวันจะพบเจอ ชนชั้นสูงไม่เกลือกกลั้วกับชนชั้นต่ำฉันท์ใด นั่นหมายถึง เหล่าเทพเทวดา ผู้อยู่บนสรวงสวรรค์ จะไม่ข้องเกี่ยว กับมนุษย์ผู้มีบาปชั้นนั้นแล ร่างทรงส่วนใหญ่จะข้องเกี่ยวกับวิญญาณที่อยู่ในภพภูมิเดียวกัน วิญญาณที่ยังไปเกิดไม่ได้ ยังวนเวียนอยู่ในภพภูมิมนุษย์ สัมภเวสี วิญญาณเร่ร่อนทั้งหลาย ที่มักหลอกจิตมนุษย์ให้หลงผิด ถ้าเป็นเทพเทวดาต้องเหาะเหินเดินอากาศได้ มีอิทธิฤทธิ์ มีความสามารถพิเศษที่เหนือกว่า      มนุษย์ธรรมดา ต้องแยกแยะแบบนี้ จึงจะเข้าใจได้ว่า ผีกับเทวดานั้นแตกต่างกัน 

วันจันทร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2564

โรคร้าย

เกิดจากการกระทำของมนุษย์ สร้างตัวเชื้อโรคร้ายขึ้นมา สร้างกรรมของการเบียดเบียนขึ้นมา มีจิตคิดร้ายผู้อื่น เปรียบประดุจดังมีตัวเชื้อโรคร้ายอยู่ในจิตวิญญาณ ความไม่หวังดี มุ่งร้ายต่อผู้อื่น สะสมเชื้อโรคร้ายโดยไม่รู้ตัว เขาเรียกว่า"โรคเวรโรคกรรม"เป็นโรคที่รักษาไม่หาย เพราะเกิดจากเวรกรรมที่ทำมา มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธ์ ผู้ที่เรียนวิชาบาปอกุศล เลี้ยงผีชั่ววิญญาณร้ายมักเป็นโรคเวรโรคกรรมโรคที่รักษาไม่หาย เป็นโรคที่หลงผิด หลงเข้าไปสู่วังวนแห่งกรรม ใช้ผีไปเบียดเบียนคิดร้ายผู้คน อยากให้เขาเจ็บป่วย อยากเห็นความตายของผู้อื่น ทั้งที่ผู้ที่กระทำก็ต้องตายกลายเป็นผี หนีไม่พ้นความตาย เป็นผู้ที่ไม่อยากให้ใครบนโลกใบนี้อยู่อย่างสงบสุข เพราะเกิดมาท่ามกลางความทุกข์ที่สะสมไว้ในจิตวิญญาณ แม้ตายกลายเป็นผี ก็ไม่อยากให้ใครมีชีวิตอยู่ ผีมักอิจฉาผู้ที่มีชีวิต มนุษย์ที่อิจฉาการมีชีวิตของผู้อื่น จึงไม่ต่างอะไรกับผู้ที่ตายไปแล้ว ชีวิตของตนไม่มีให้ดูแล จึงต้องไปอิจฉาการมีชีวิตของผู้อื่น สาเหตุเกิดจากโรคร้ายที่มีอยู่ในจิตวิญญาณ เกิดมาอาการไม่ครบสามสิบสอง เพราะไร้มันสมองที่ใช้แยกแยะผิดชอบชั่วดี เกิดมาไม่เคยพบความหวังดีจากใคร คงเป็นเพราะไม่มีใครปรารถนาให้เกิดมา จึงเรียนเดรัจฉานวิชา เพราะไม่เคยได้รับความรักจากใครๆ ผิดหวังในชีวิตอยู่ร่ำไป ไม่เคยมีความสงบสุขใดๆในจิตวิญญาณ เขาจึงเรียกว่า"วิชาร้อน"วิชาที่ต้องอยู่ท่ามกลางเปลวไฟ เพราะหาความสงบสุขในกรรมของการเบียดเบียนไม่ได้ เป็นโรคในจิตวิญญาณที่รักษาไม่หาย ตั้งแต่เกิดจนตาย ผู้ที่เป็นโรคร้ายส่วนใหญ่ มักเลี้ยงผีเลี้ยงความตาย มีจิตวิญญาณของการคิดร้ายและทำลาย พิสูจน์ได้ด้วยการไปถามผู้ที่เป็นโรคร้ายส่วนใหญ่ มักสร้างกรรมของการเบียดเบียน บางคนทำพิธีสาปแช่ง สุดท้ายต้องชดใช้กรรมด้วยการเป็นโรคร้ายที่รักษาไม่หาย พบเห็นมาแล้วมากมาย จึงเข้าใจได้ว่า โรคร้ายสะสมได้ในจิตวิญญาณ เมื่อตาย กลายเป็นผีบาปนั้นทั้งหลาย บาปเวรทำไว้สืบเชื้อสายเผ่าพันธ์ถึงลูกหลาน ต้องรับช่วงของเวรกรรม ที่บรรพบุรุษเคยสร้างไว้ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะสายใยที่โยงถึงกัน

สุขภาพจิตที่แข็งแรง สามารถขจัดขับไล่เชื้อโรคร้ายให้ห่างไกล สมัยก่อนก็ใช้วิธีนี้ วิธีที่สร้างกำลังใจ ทำตนให้ห่างไกล ไม่เข้าใกล้เชื้อโรคร้ายทั้งหลาย โดยเฉพาะผู้ที่มีความเจ็บป่วยในจิตวิญญาณ ผู้ที่บูชาความตายเพราะอยากจะตาย จงอยู่ให้ห่างไกล หากอยากมีชีวิตอยู่ จะได้ไม่ถูกความตายครอบงำ 

Translate