วันอังคารที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2564
ผีขี้เกียจ
ความรู้ที่ได้จากการถูกเบียดเบียน
พลังจิตที่คนเข้าใจกันแท้ที่จริงแล้วคือพลังชีวิตของคนๆนั้น
เขียนจากสิ่งที่ได้พบเจอมาด้วยตนเอง ผู้เขียนเป็นผู้ที่ไม่เชื่อสิ่งใด ถ้าสิ่งนั้นไม่เกิดกับผู้เขียนเอง บางครั้งคนเราไม่สนใจเรื่องของใคร ก็กลายเป็นผู้ที่ผู้อื่นสนใจ ก็แปลกดี ที่ผู้ที่สนใจเป็นผู้ที่ไม่ใช่คนที่จะทำมาหากินแบบคนทั่วไป ผู้เขียนเรียนรู้จากกรรมหรือการกระทำของสิ่งที่มีตัวตนและไม่มีตัวตน ที่เข้ามามีผลกระทบในการดำเนินชีวิตประจำวัน ทำให้ได้รู้ว่า ผู้ที่เข้ามายุ่งวุ่นวายคือผู้ที่เรียนไสยศาสตร์คุณไสย ที่ต้องมีเวลาว่างมากๆ และต้องเป็นผู้ที่ไม่มีครอบครัว ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรในชีวิตประจำวัน เรียกว่า ผู้ไม่ทำมาหากินทั้งหลายเหล่านั้นนั่นเอง คงมีคนคอยให้อาหาร และคงจะอาศัยอยู่ฟรีกินฟรีกับผู้อื่น จึงมีเวลาที่จะคอยคิดร้ายผู้อื่นโดยไม่รู้จักกัน แต่การเบียดเบียนที่พยายามจะทำร้ายผู้เขียนนั้น กลับทำอันตรายผู้เขียนไม่ได้ เป็นผลลัพธ์ที่ตรงกันข้าม เพราะไสยศาสตร์คุณไสยต้องใช้พลังชีวิตในการผลักดัน เมื่อมีผู้ที่นึกหน้านึกชื่อผู้เขียนด้วยหวังจะคิดร้าย กลับกลายเป็นส่งพลังชีวิตมาให้ผู้เขียนซะอย่างงั้น ที่รู้เพราะว่า เมื่อก่อนผู้เขียนมีโรคประจำตัว เป็นภูมิแพ้ชนิดนึง แต่เดี๋ยวนี้ กลับแข็งแรงยิ่งกว่าเมื่อก่อนนี้อีก โดนยุงกัดเป็นผื่นคล้ายอาการของคนเป็นไข้เลือดออก ไม่กี่วันผื่นนั้นก็หายไปเอง และอีกหลายๆอย่างที่เกิดกับผู้เขียนแต่ผู้เขียนไม่เป็นอะไรเลย จึงเข้าใจได้ว่าน่าจะเป็นเพราะพลังชีวิตที่ได้จาก ผู้ที่ทำคุณไสยใส่ เพราะใช้ผีมาเบียดเบียน ส่งพลังชีวิตมากับผี ผีที่เข้ามาเบียดเบียน คือพลังชีวิตของผู้ที่ใช้มา รวมถึงวิชาความรู้ต่างๆ เพราะเมื่อก่อนผู้เขียนไม่ได้ฉลาดเหมือนทุกวันนี้ เมื่อก่อนนี้เป็นผู้ที่โง่งมงาย เชื่อคนง่าย มองโลกในแง่ดี แต่บทเรียนชีวิตมันได้สอนให้ผู้เขียนได้รู้ได้เห็น และส่วนหนึ่งอาจจะมาจาก ความรู้ที่ได้จากผู้ที่ทำคุณไสยใส่ เพราะวิชาการบางอย่างก็ไม่เคยเรียนแต่กลับรู้ รู้เห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น ทั้งที่ผู้เขียนก็ไม่ได้นั่งสมาธิ ไม่ได้ทำตัวเป็นผู้ที่สื่อสารกับโลกของวิญญาณ แต่กลับเห็นได้อย่างง่ายดาย เหมือนได้รับพลังงานบางอย่าง พยายามหาคำตอบให้กับตัวเอง ก็ได้ข้อสรุปที่ว่า น่าจะมาจากการที่มีคนพยายามทำคุณไสยใส่ ในทุกวิถีทาง ทั้งพลังบุญกุศลก็ยังมาอยู่กับผู้เขียนเลย อันนี้คือเรื่องจริงที่ผู้เขียนสัมผัสได้ หรือน่าจะมาจากการส่งกระแสจิตระลึกนึกถึง หรืออาจจะเป็นบุญกุศลที่ส่งให้ใครในอดีตชาติ ที่เป็นผู้ที่มีผู้คนระลึกนึกถึงเป็นอันมาก จึงส่งผลบุญมาให้ผู้เขียนในภพชาติปัจจุบัน ผู้ที่ทำคุณไสยใส่ก็ยังส่งพลังชีวิตมาให้ โดยผ่านมาทางคุณไสยที่ทำไว้ทั้งหลาย ผู้เขียนเห็นผีเห็นวิญญาณก็จริง แต่ไม่เคยพูดคุยกับวิญญาณทั้งหลายเลย อาจเป็นเพราะอยู่คนละภพภูมิ และไม่ได้เกี่ยวข้องกัน ภูมิของจิตวิญญาณอาจจะอยู่ต่างกัน ถ้าอยู่ชนชั้นเดียวกันอาจจะคุยกันได้ ของผู้เขียนก็คงจะเป็นภพภูมิของท่านผู้เป็นใหญ่ทั้งหลายที่มาบอกกล่าวให้ผู้เขียนได้รู้ในโลกของวิญญาณ. ผีที่เข้ามาแทรกตามร่างกายที่ผู้เขียนรู้สึกส่วนใหญ่ จะเข้ามารองรับบาปกรรม เหมือนว่ามีสิ่งใดไม่ดีเกิดขึ้นกับผู้เขียนผีก็จะรับเอาสิ่งไม่ดีกลับไปให้เจ้าของผี ที่ต้องอยู่ภพภูมิเดียวกับผี พลังจิตคือพลังชีวิต หากใช้ฟุ่มเฟือย ก็จะหมดไป ตามกาลเวลา ยิ่งใช้ยิ่งหมด ยิ่งเผื่อแผ่ให้กับดวงวิญญาณที่ถูกเรียกใช้เพื่อให้เบียดเบียนคิดร้ายผู้คน ยิ่งหมดไว จนบางคนเมื่อถึงจุดเสื่อม กลับไม่เข้าใจ คิดว่าคาถาอาคมของตนเสื่อม แต่แท้จริงแล้วคือพลังของชีวิตที่เสื่อม ถ้าใครเคยเรียนไสยศาสตร์จะรู้ถึงกฏข้อนี้ดี พลังชีวิต ยิ่งใช้ ยิ่งหมด
วันอาทิตย์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2564
ยุคพระศรีอาริยะเมตไตย
วันจันทร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2564
โรคร้าย
สุขภาพจิตที่แข็งแรง สามารถขจัดขับไล่เชื้อโรคร้ายให้ห่างไกล สมัยก่อนก็ใช้วิธีนี้ วิธีที่สร้างกำลังใจ ทำตนให้ห่างไกล ไม่เข้าใกล้เชื้อโรคร้ายทั้งหลาย โดยเฉพาะผู้ที่มีความเจ็บป่วยในจิตวิญญาณ ผู้ที่บูชาความตายเพราะอยากจะตาย จงอยู่ให้ห่างไกล หากอยากมีชีวิตอยู่ จะได้ไม่ถูกความตายครอบงำ