กะลำ ขะลำ คะลำ เป็นคำที่เคยใช้ในสมัยอาณาจักรขอม ใช้เป็นคำเตือน ห้ามมิให้กระทำกรรมที่ไม่ดีทั้งหลาย กะลำคือกรรมของการล่วงละเมิด ฝ่าฝืน เบียดเบียน หากใครกระทำจะต้องอาถรรพ์ของกะลำ เหมือนเป็นคำสาปอย่างหนึ่งของคนในยุคนั้น ขะลำคือการล่วงล้ำขอบเขตของผู้อื่น ทั้งถิ่นที่อยู่อาศัย กายสังขารหรือจิตวิญญาณของผู้อื่น คะลำคือการสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น ละเมิดสิทธิของผู้อื่น เบียดเบียนผู้อื่นด้วยวิธีการต่างๆ คนในยุคนั้นเขาจึงใช้กรรม กะลำ ขรรม ขะลำ ครรม คะลำ มาเป็นตัวกำหนดกฏเกณฑฺ์ของการอยู่ร่วมกันไม่ให้เบียดเบียนกัน กรรม คำนี้แม้แต่ผียังกลัว
วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2563
กรรม ขรรม ครรม
วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2563
ผู้ส่งสาร
อีกวาระนึง ณ.สถานที่แห่งนั้น เห็นหญิงชายคู่หนึ่งยืนฟังคำกล่าวของท่านผู้มีหน้าที่ในโลกของวิญญาณ ท่านกล่าวกับหญิงชายคู่นั้นว่า"บัดนี้ บุตรของพวกเจ้า ได้ก่อบาปทำเวรไว้กับผู้คนนั้นมากมาย พวกเจ้าจึงต้องชดใช้เวรกรรม"
อีกวาระนึง ณ.สถานที่สอนวิชาสมาธิแห่งหนึ่ง(ที่รู้เพราะเห็นป้ายเขียนบอกเกี่ยวกับสถานที่แห่งนั้น และคำกล่าวของผู้สอนที่เคยกล่าวไว้ว่า"อาตมาสอน ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าห้ามสอน" ) ผู้เขียนเห็นท่านผู้มีหน้าที่ในโลกของวิญญาณยืนอยู่ที่หน้าสถานที่แห่งนั้น แล้วกล่าวออกมาว่า"พวกเจ้าทั้งหลายจะไม่ได้ผุดเกิดเป็นมนุษย์อีก พวกเจ้าทั้งหลาย ตัองผุดเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานตลอดกาล" (คงเป็นวิชาที่สอนเกี่ยวกับการสร้างกรรมแห่งการเบียดเบียน พระพุทธเจ้าจึงห้าม ไม่ให้เรียน ไม่ให้สอนวิชาสมาธิแบบนี้)
สมาธิบางอย่างก็เป็นจุดเริ่มต้น เป็นพื้นฐานของผู้ที่อยากเรียนวิชาไสยศาสตร์ ต้องฝึกสมาธิก่อนเป็นอันดับแรก จึงจะไปเรียนอักขระเวทมนต์คาถาในขั้นต่อไป
สิ่งที่ดลใจให้ได้รู้และเห็นนี้คงอยากให้ผู้เขียนได้เตือนผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ทั้งหลาย ให้มีสติในการดำรงชีวิต อย่าได้เบียดเบียน อย่าได้คิดร้ายซึ่งกันและกัน เพราะทุกอย่างบนโลกใบนี้ มีเวลาเป็นตัวกำหนด การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปในสังขาร เหลือไว้เพียงวิญญาณ ที่ไปสู่อีกภพภูมิ ต่างกรรมต่างวาระที่สะสมไว้ในวิญญาณ ไม่เบียดเบียน ไม่คิดร้ายใครดีที่สุด จะได้ไม่ไร้บุญกุศล อุตส่าห์ได้เกิดเป็นคน ควรแสวงหาวิธีแห่งการหลุดพ้นจากบ่วงเวร...
วิธีแห่งการหลุดพ้นจากบ่วงเวร
ไม่เอาจิตวิญญาณของตนไปผูกมัดอยู่กับผู้ใด ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น ไม่เบียดเบียนผู้อื่นด้วยวจีกรรม มโนกรรม และกายกรรม พึงระลึกนึกถึงกรรมดี ที่เคยสร้างมา ทำบุญอย่าหวังผล ทำทานอย่าหวังสิ่งตอบแทน จึงจะเป็นบุญกุศลที่บริสุทธิ์ เพราะทำไปด้วยความปรารถนาดี ผลดีก็จะตอบแทนกลับคืน โดยไม่ต้องไปขอต่อสิ่งใด ความปรารถนาดีต่อผู้อื่น ปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ ชี้หนทางแห่งการหลุดพ้น จากการเวียนว่ายตายเกิด หลุดพ้นจากวงเวียนของเวรกรรม ดังเช่นพระพุทธเจ้า และศาสดาของทุกศาสนา ได้กระทำการเผยแพร่ในสิ่งที่ได้ทำสำเร็จแล้ว พบหนทางแห่งการหลุดพ้นแล้ว จึงพร่ำสอนและบอกกล่าวกับผู้คนให้ได้รู้ เพื่อจะได้ ไม่ต้องทุกข์อยู่ในวัฏฏะสงสาร
การมุ่งร้ายผู้อื่น เป็นทุกข์อย่างหนึ่ง การปรารถนาดีต่อผู้อื่น เป็นสุขอย่างหนึ่ง
การไม่เสาะแสวงหาในเหตุแห่งทุกข์ ไม่เอาจิตวิญญาณของตน ไปเกาะเกี่ยวอยู่กับทุกข์ทั้งหลาย ไม่เข้าไปหาเหตุแห่งความเดือดร้อนทั้งปวง ไม่คบจิตวิญญาณที่พาไปสู่หนทางแห่งความเสื่อม มารร้าย จิตภูติที่ชั่วร้าย ผู้ที่กระทำกรรมที่เปรตเคยกระทำไว้ทั้งหลาย มนุสสเปโต เปรตที่อาศัยอยู่ในใจคน ผู้ที่ปรารถนาจะเป็นเปรตนั้นทั้งหลาย อสุรกาย มารที่อาศัยอยู่ในทุกที่เป็นมารที่ไม่แสดงตัวตน แต่จะมีอยู่ในจิตภูติของผู้ที่เบียดเบียนผู้อื่นด้วยสิ่งที่ไร้ตัวตน จะคอยยุและเสี้ยมให้กระทำกรรมที่ต้องติดอยู่ในบ่วงของเวรกรรม เปรียบประหนึ่งดังพระเทวทัตที่ยุและเสี้ยมพระเจ้าอชาตศัตรูให้คิดกำจัดพระราชบิดาด้วยวิธีการต่างๆ สุดท้ายถึงแม้จะสำนึกได้ ก็ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไข ในบ่วงของเวรกรรม อเสวนาจะพาลานัง ไม่มีมิตรแท้ ในหมู่มาร
วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2563
ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
อัตตาหิ อัตตาโนนาโถ เกิดเป็นคนต้องรู้จักพึ่งตนเอง ขวนขวายหาสิ่งดีให้ตนเอง เพราะมนุษย์มีเวลาชีวิตที่ไม่เท่ากัน อย่ามัวรอการช่วยเหลือจากสิ่งอื่นใด อยากได้สิ่งใดต้องหาได้ด้วยตนเอง หากมีสิ่งใดเข้ามากระทบการดำเนินชีวิต ต้องแก้ไขได้ด้วยตนเอง หากอยากร่ำรวยก็ต้องรู้จักขวนขวายหาหนทางแห่งความร่ำรวย หากถูกเบียดเบียนด้วยอวิชชาคุณไสย ถูกกระทำด้วยความอิจฉาต่างๆนาๆ ก็ต้องรู้ถึงวิธีแก้ ไสยศาสตร์ทำร้ายผู้ที่รู้กว่ามันไม่ได้ ไม่ต้องไปพึ่งหมอผีตนใด แก้ได้ด้วยตนเอง อยู่ที่ใจว่าจะเข้มแข็งเพียงใด ผู้มีบุญบารมีสูง ไสยศาสตร์ทำอันตรายไม่ได้อยู่แล้ว ผู้ที่มีดวงชะตาชนะศัตรู ภัยร้ายทั้งหลายจะพ่ายแพ้ไปเอง เช่นผู้ที่เกิดปีเสือ ตามความเชื่อของคนโบราณ มักจะห้ามผู้ที่เรียนไสยศาสตร์ทั้งหลายไม่ให้ทำใส่คนปีเสือ เพราะคุณไสยจะย้อนกลับ ฮู้ในภาษาจีนก็มีคำว่าเสือ เขียนเสือให้ผีกลัว อะไรประมาณนั้น หากอยากเป็นผู้ที่ได้ชื่อว่า " ผู้รู้ "ก็ต้องขวนขวายศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง อย่าเชื่อเพียงเพราะเขาบอกว่า.. อย่าเชื่อเพียงเพราะเขาสอนว่า..อย่าได้เที่ยวถามหาผู้รู้ เพราะตัวรู้ที่แท้จริงเกิดขึ้นได้ด้วยตนเอง รู้ตัว รู้ตน รู้หลักของความเป็นคน พระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ด้วยพระองค์เอง อัตตาหิ อัตตาโนนาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน