ไสยศาสตร์คือวิชาที่ว่าด้วยเรื่องของอุปทาน ทุกอย่างของไสยศาสตร์คือสิ่งสมมุติ มักมโนและคิดไปเองว่าต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ยกตัวอย่างเช่น การทำพิธีกรรมต่างๆ การสมมุติในสิ่งของ ต่างๆที่ใช้ในการทำพิธี พิธีกรรมการสาปแช่ง พิธีกรรมฝังรูปฝังรอย พิธีกรรมฝังเสาหลักเมืองที่ต้องใช้คนและทำพิธีฝังทั้งเป็น บางพื้นที่ก็มีความเชื่อว่าจะต้องฝังคนที่มีสี่ตาคือ คนที่ท้องแก่ใกล้คลอดนั่นเอง เพราะเข้าใจว่า ดวงวิญญาณที่ถูกกระทำ จะสิงสถิตอยู่ณ.จุดนั้น จะได้ไม่ต้องไปไหน ไม่ต้องไปผุดไปเกิด นี่คือตัวอย่างของการอุปทานในไสยศาสตร์ มีความเชื่อที่เชื่อต่อๆกันมา การเป็นร่างทรงต่างๆ ก็ถือว่า เป็นอุปทานอย่างหนึ่ง เพราะเชื่อว่า ตนเองนั้นมีเทพหรือวิญญาณมาเข้าสิง มักกระทำอากัปกิริยาต่างๆ ผู้ที่สักยันต์ทั้งหลายก็เช่นกัน มักแสดงท่าทางตามยันต์ที่สักอยู่บนตัว นี่คือการอุปทานอย่างหนึ่ง ผีเข้าสิงคนไม่ได้ เพราะผีเป็นแค่อากาศธาตุ เทพเทวดาไม่สิงสถิตที่กายสังขาร ของมนุษย์ ยึดตามหลักความเป็นจริงว่า มนุษย์มีร่างกายที่ทึบแสง แม้แต่แสงยังลอดผ่านไม่ได้ แล้วนับประสาอะไรกับสิ่งที่ถูกเรียกว่าผี จะมาอาศัยอยู่ในรูปกาย สังขารของมนุษย์ย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะความรู้สึกทั้งหลายคือการอุปทานในกายสังขาร ทำให้รู้สึก ทำให้คิดว่า มีบางอย่างเข้ามาวุ่นวายในกายตน หากใครมีความรู้สึกเช่นนั้น ให้ตั้งสติ และบอกกับตนเองว่า นั่นคือความรู้สึกของตัว อุปทาน วิธีแก้ กำหนดจิตไปยังส่วนที่รู้สึกว่า มีตัวอุปทานอยู่ แล้วบอกกับตนเองว่า สิ่งนั้นไม่มีตัวตน ทำเช่นนี้ซ้ำๆจนกว่าความรู้สึกในตัวอุปทานทั้งหลายจะจางหายไป
ผู้ที่ยึดหลักของความเป็นจริงในชีวิต มักไม่มีตัวอุปทานในขันธุ์ทั้งห้า ไม่เชื่อสิ่งใดอย่างงมงาย ไม่เรียนรู้วิชาที่ใช้หลอกตนเอง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น