วันเสาร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2562
ที่มาของกลิ่นสาบสาง
กลิ่นสาบสางเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผู้ที่เรียนเดรัจฉานวิชาคุณไสย เมื่อได้กลิ่นสาบสางบางคนก็จะนึกถึงผี คำว่าผีสางก็มาจากกลิ่นสาบสางนี่เอง เป็นจิตวิญญาณชั้นต่ำที่ไร้บุญกุศล หากเป็นมนุษย์แล้วมีกลิ่นสาบสางนั่นหมายถึงมนุษย์ผู้นั้นเป็นผู้ที่มีจิตวิญญาณชั้นต่ำ ผู้ที่อิจฉาริษยาผู้อื่น ผู้ที่เรียนรู้สมาธิแห่งบาป ผู้ที่เลี้ยงผีชั่ววิญญาณร้าย ผู้ที่ชอบทำคุณไสยใส่ผู้อื่น ผู้ที่ในอดีตชาติเคยเกิดอยู่ในชนชั้นจัณฑาล จะมีกลิ่นตัวที่เหม็นฉุนปนกลิ่นสาบสาง กลิ่นนี้จะอยู่ติดตัวไปจนตาย แม้ตายไปแล้วก็ยังส่งกลิ่นสาบสาง ผู้ที่เรียนไสยศาสตร์คุณไสย หมอผีสมัยก่อนจึงต้องไปอาศัยอยู่ในป่าช้า เพราะกลิ่นตัวที่ได้มาจากการเรียนวิชาแห่งบาป หากใครเคยไปเที่ยวในป่า จะถูกเตือนให้ระวังหากได้กลิ่นสาบสางในป่า เพราะอาจจะเป็นกลิ่นของสัตว์ร้าย และไม่ควรเดินเข้าไปในทิศทางที่มีกลิ่นสาบนั้น หากได้กลิ่นสาบในบริเวณที่อาศัยอยู่ ให้ใช้สเปรย์ระงับกลิ่นที่มีขายทั่วไปได้เลย หากเป็นกลิ่นสาบที่ลอยมาตามสายลม ให้ท่องคาถาขับไล่ เพราะเป็นสิ่งที่หมอผีปล่อยไปตามสายลม เรียกว่า ลมเพลมพัด หากเป็นคุณไสยของแขก กลิ่นจะรุนแรงมาก ให้ใช้กลิ่นหอมแก้ ไปตามทิศทางที่ได้กลิ่น กลิ่นสาบนั้นก็จะจางหายไป...
วันศุกร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2562
สิ่งที่โจรผู้ร้ายขโมยไม่ได้
คือสิ่งที่อยู่ภายในจิตวิญญาณของมนุษย์ ได้แก่บุญกุศลที่สะสมมา จากอดีตชาติและปัจจุบันชาติ เป็นสิ่งที่เป็นของใครก็ของคนนั้น จะมาสูบมาคัดมาขโมยคงเป็นไปไม่ได้ ไม่มีคาถาบทใด จะขโมยเอาบุญกุศล ขโมยสิ่งดีในจิตวิญญาณของมนุษย์ เพราะเป็นสิ่งที่ขโมยไม่ได้ ไม่เช่นนั้น บุญกุศลของพระพุทธเจ้าคงถูกสูบคัดไปหมดแล้ว ไสยศาสตร์ทำร้ายได้เฉพาะผู้ที่มีจิตวิญญาณที่ชั่วร้าย พวกมันทั้งหลายจึงสูบคัดเอาความชั่วร้ายไปไว้กับตน เป็นจิตวิญญาณที่พ่ายแพ้แก่มาร ไม่มีสิ่งใดๆ จะสูบคัดเอาความดีของมนุษย์เพราะเป็นไปไม่ได้ คาถาบทสวดที่เขียนว่า สูบคัดอะไรก็แล้วแต่ เขียนไว้เพื่อใช้ทำลายไสยศาสตร์โดยเฉพาะ ในท้ายบทของคาถาเขียนว่า ทำลายเขาให้สูญสิ้น นั่นหมายถึง ให้เขาสูญสิ้นเหตุแห่งกรรมชั่วทั้งปวง เพราะกรรมชั่วจะไปอยู่กับผู้ที่ถอนเอง เนื่องด้วยมีจิตแห่งการเบียดเบียน กรรมชั่วจึงไปอยู่กับผู้ที่เบียดเบียนทั้งหลายนั้น โลกมนุษย์มีกฎเกณฑ์ โลกวิญญาณก็มีกฎเกณฑ์ คาถาอาคมก็มีกฎเกณฑ์ (ผู้เขียนเป็นผู้ที่ศึกษาคาถาอาคมจึงรู้กฎเกณฑ์ดี) จึงรู้ว่า จิตวิญญาณที่เบียดเบียนทั้งหลายไม่ปรารถนาบุญกุศล ไม่ปรารถนาที่จะสร้างกรรมดี จึงเบียดเบียนคิดร้ายผู้คน วิชาของโจรผู้ร้าย รู้ทั้งรู้ว่า เป็นวิชาลักขโมย เป็นวิชาที่ผิดศีลธรรมก็ยังไปเรียนกัน อย่างนี้จะเรียกว่า ปรารถนาสิ่งดีได้อย่างไร ในเมื่อตั้งใจที่จะผิดศีลธรรมตั้งแต่แรกแล้ว ผู้ที่ปรารถนาอยากรู้วาระจิตของผู้อื่น อยากรู้ในความคิดของผู้อื่น ที่ไม่มีประโยชน์อะไรกับตน ทำให้สิ้นเปลืองส่วนของความทรงจำที่ใช้ในการสะสมส่วนของบุญกุศล ส่วนที่สะสมในสิ่งดีทั้งหลาย จะถูกเบียดเบียนให้จดจำในสิ่งที่ไม่ดีแทน จะจดจำเรื่องของผู้อื่นจนลืมเรื่องของตน สมาธิใดๆที่สอนให้จดจำแต่เรื่องของผู้อื่น ย่อมไม่ใช่สมาธิที่ดี จิตที่ไม่จดจ่ออยู่กับตนเอง สุดท้ายก็จะกลายเป็นผู้ที่จิตหลุดไปโดยปริยาย เพราะจิตจะย้ำคิดย้ำทำ คิดแต่เรื่องและเหตุการณ์ของผู้อื่นอยู่เสมอ การคิดแต่เรื่องของผู้อื่นเป็นการเสียเวลาทางความคิดอย่างหนึ่ง กลายเป็นจิตวิญญาณของตน เป็นผู้ขโมยเวลาทางความคิดของตนเอง ชีวิตมนุษย์ต้องอยู่ด้วยความฉลาดทางความคิด คิดทำในสิ่งที่ดีให้กับตนเอง ดังคำกล่าวที่ว่า
"สิ่งใดไม่เดือดร้อนเขา
ไม่เดือดร้อนเรา จงทำ"
"สิ่งใดเดือดร้อนเขา
เดือดร้อนเรา อย่าทำ"
"สิ่งใดไม่เดือดร้อนเขา
ไม่เดือดร้อนเรา จงทำ"
"สิ่งใดเดือดร้อนเขา
เดือดร้อนเรา อย่าทำ"
วันพฤหัสบดีที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2562
สิ่งที่ผีกลัว
ผีคือจิตภูติของผู้ที่ละจากกายสังขาร เป็นจิตวิญญาณของผู้ที่ประกอบแต่กรรมชั่ว เป็นจิตวิญญาณของบาปอกุศล เป็นผีที่คอยเบียดเบียนคิดร้ายผู้อื่น ผู้เรียนไสยศาสตร์มนต์ดำทั้งหลายเมื่อตายเป็นผีก็จะเป็นวิญญาณที่ชั่วร้าย ที่คนส่วนใหญ่มักเรียกชื่อกันไปต่างๆนาๆ เช่นผีปอบ ผีกระสือ ผีกระหัง ผีเปรต ผีพราย ผีแขก ผีกะ ผีโพง ผีกองกอย คือวิญญาณของผู้ที่ตายไปแล้วไปเกิดเป็นผีชนิดต่างๆ คาถาบทสวดที่ใช้ไล่ผี จะใช้ได้เฉพาะผีบางจำพวก สิ่งที่ผีกลัวคือ การถูกสาปแช่งจากมนุษย์ เพราะรู้ว่ากรรมของการเบียดเบียนมันหนัก ยิ่งมาคิดร้ายมนุษย์ก่อน ทำให้คำสาปนั้นถึงผีร้ายอย่างง่ายดาย ผีจะกลัวมนุษย์ที่มันไปคิดร้าย เพราะในโลกวิญญาณจะถูกห้ามไม่ให้ยุ่งวุ่นวายกับมนุษย์ มีแต่มนุษย์ที่เข้าไปยุ่งวุ่นวายกับผี สุดท้ายก็มีสภาพเหมือนผีที่เข้าไปยุ่งวุ่นวาย ผีอยู่ส่วนผี คนอยู่ส่วนคน มนุษย์ทั้งหลายก็อยู่ส่วนมนุษย์ แต่หากผียังตามราวีไม่เลิก ให้ใช้วิธีกำจัดผี มีหลายแบบด้วยกัน ตั้งแต่จับผีเรียกสะกดไว้ หรือ ท่องคาถาทรมานผีจนกว่าผีจะไป เพราะการแผ่เมตตาไม่ใช่สิ่งที่ผีต้องการ หากปรารถนาความเมตตาคงไม่มาเบียดเบียน เป็นนิสัยสันดานของผีชั้นต่ำ คาถาทรมานผีมีหลายบท บทสวดที่ใช้กันทั่วไปก็ใช้ได้ คาถาท่านท้าวเวสสุวรรณก็ใช้ได้ คาถาบูชาพญามัจจุราชก็ใช้ได้ คาถาพระอุปคุตผูกมารก็ใช้ได้ คาถาจับปอบก็ใช้ได้ แต่ถ้าจับแล้วก็ต้องท่องคาถาถอนอีกครั้งนึง เพื่อไม่ให้ปอบมาเบียดเบียน ทุกอย่างอยู่ที่ใจเราว่า มีความเข้มแข็งทางใจมากน้อยแค่ไหน เพราะต้องใช้ความเข้มแข็งทางใจที่เหนือกว่าผีร้ายทั้งหลาย เรียกว่า ต้องฉลาดกว่าผีนั่นเอง เพียงแค่นี้ผีก็จะพ่ายแพ้ไป และทำอันตรายคนไม่ได้ ถึงแม้จะเป็นผีที่ถูกใช้มาจากพวกบ้าไสยศาสตร์ก็ตาม ก็จะพ่ายแพ้ไปหมด เพียงแค่ต้องฉลาดกว่าพวกมัน ก็เท่านั้นเอง...
วันอังคารที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2562
แสงสีในวิญญาณ
วิญญาณเป็นพลังงานอย่างหนึ่งที่มีแสงสีในตัวเอง หากเป็นวิญญาณที่มีบุญกุศลเป็นพลังงานที่ดี จะมีแสงสีขาวหรือสีเหลืองอ่อน หากเป็นวิญญาณที่มีแต่บาปอกุศล จะมีแสงสีดำ มนุษย์ที่ยังไม่ตายก็สามารถมีพลังงานของแสง ที่เรียกว่า แสงออร่า เป็นพลังงานของแสงที่รายล้อมอยู่รอบตัว ในโลกของวิญญาณ จะมีวิธีการจำแนกแยกชนชั้นของวิญญาณด้วยแสงที่ปรากฏออกมา เป็นวิญญาณชั้นสูงกับวิญญาณชั้นต่ำ วิญญาณดีและวิญญาณชั่ว วิญญาณบาปและวิญญาณบุญ วิญญาณที่มีแต่ความทุกข์จะเป็นเงาที่มีรูปร่างสีดำ เป็นวิญญาณร้ายที่ควรอยู่ห่างไกล เพราะวิญญาณประเภทนี้จะไร้จิตสำนึกที่ดี และพร้อมจะทำร้ายมนุษย์อยู่เสมอ ผู้ที่จิตวิญญาณที่ชั่วร้าย อิจฉาริษยาผู้อื่น ผู้ที่เรียนไสยศาสตร์มนต์ดำ จะมีแสงออร่าเป็นสีดำ จะถูกจำแนกว่าเป็นจิตวิญญาณชั้นต่ำ ถึงแม้จะกระทำตนเป็นผู้ถือศีลบวชอยู่ในศาสนาใดๆก็ตาม แต่ภายในใจเป็นผู้ที่คิดร้ายผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้จะทำบุญสวดสรรเสริญบูชาองค์ศาสดาก็ไม่สามารถจะลบล้างแสงสีดำที่มีอยู่ในตนเอง เพราะจิตใต้สำนึกเป็นผู้ที่ชั่วร้าย จัดอยู่ในประเภทจิตวิญญาณชั้นต่ำ จากแสงสีที่มีอยู่ในตนเอง การไปเกิดตามภพภูมิต่างๆก็จำแนกจากแสงสีของจิตวิญญาณ ยิ่งแสงสีขาวหรือสีเหลืองอ่อนสว่างมากเท่าไหร่ก็ไปเกิดยังภพภูมิที่สูงมากขึ้นเท่านั้น เทวดาชั้นสูงจึงมีแสงที่สว่างมาก และจะมองมนุษย์โดยรู้เท่าทัน ด้วยแสงออร่าในกายมนุษย์นั่นเอง ยิ่งคิดดี ทำดี รักษาใจกาย ให้เป็นผู้ที่มีจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์มากเท่าไหร่ พลังงานของแสงสีขาวก็จะแสดงออกมามากเท่านั้น โดยไม่ต้องแสดงสิ่งใดออกมา เพราะพลังงานที่ดี จะเป็นตัวจำแนกอยู่แล้ว
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)