ศาสดาในทุกศาสนาเป็นผู้ที่ถูกเลือกแล้วจากผู้ที่อยู่เหนือความเป็นและความตาย เป็นผู้ที่บำเพ็ญเพียรมาแล้วหลายภพหลายชาติ เกิดมาเพื่อเรียนรู้หลักของการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง จนสามารถบอกกล่าวกับผู้คนถึงความเป็นจริงของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายบนโลกใบนี้ ให้มีชีวิตอยู่ท่ามกลางกรรม ของการไม่เบียดเบียน อยากได้สิ่งใดต้องขวนขวายหาด้วยตนเอง ตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจ เพราะเวลาชีวิตของมนุษย์มีขีดจำกัด สิ่งมีชีวิตที่เกิดมามีนาฬิกาชีวิตเป็นของตนเอง เมื่อถือกำเนิดเกิดขึ้นมาแล้ว ถูกกำหนดมาให้มีเวลาชีวิตอยู่ที่เท่าใดนั้น เป็นกรรมของแต่ละชีวิตที่ไม่เท่ากัน เวลาหลังจากเกิดแล้วจะเดินถอยหลัง จนสิ้นสุดเวลาที่ได้มา ทั้งมนุษย์ อมนุษย์ และสรรพสัตว์ กลับไปยังจุดเริ่มต้น ที่เรียกว่า ศูนย์ของเวลา ไม่เว้นแม้กระทั่งเวลาในโลกของวิญญาณ ผู้ที่ตายไปแล้วก็มีเวลาในโลกของความตาย เมื่อสิ้นสุดการตาย ก็ต้องมีการเกิด เกิดดับนับครั้งไม่ถ้วน เป็นอยู่อย่างนี้ จนกว่าจะหลุดพ้น นี่คือเหตุผลที่ทำไม จึงมีผู้ที่ปรารถนาหนทางแห่งนิพพาน เพราะไม่อยากเกิดและไม่อยากตาย เกิดมาเพื่อชดใช้เวรกรรมของการมีชีวิต ตายไปเพื่อพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่พึงพอใจทั้งหลาย หากหลุดพ้นจากการเกิดและตาย จึงเข้าสู่ความสงบสุขในวิญญาณอย่างแท้จริง ผู้รู้ คือผู้ที่อยู่เหนือความเป็นและความตาย เป็นผู้ที่ไม่มีวันตาย และเป็นผู้เลือก ว่าใครจะได้เป็นศาสดาในยุคต่อๆไป
ในปัจจุบันมีผู้ที่คิดว่าตนเป็นศาสดาอยู่มากมาย ตั้งตนตั้งลัทธิ เผยแพร่คำสอนที่เข้าใจว่า นั่นคือสิ่งที่ถูกต้อง ตามความเชื่อของตน โดยไม่ได้ดูที่กายและใจของตน ว่าเข้าใจอย่างถ่องแท้ ถึงการอยู่เหนือความเป็นและการอยู่เหนือความตายแล้วหรือยัง หมายถึงรู้หนทางแห่งความเป็นอยู่ รู้หนทางแห่งความไม่ตาย สามารถควบคุมกายสังขารของตน ให้ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย หากยังมีแก่ เจ็บ ตาย ก็เรียกว่า เป็นธรรมดา ไม่ได้มีสิ่งใด ที่เหนือสิ่งมีชีวิตทั่วๆไป เพราะมีหลายปัจจัย ไม่ใช่แค่นั่งสมาธิ สวดมนต์ ท่องคาถาอะไรแล้วจะทำให้อยู่ยั้งยืนยง ต้องเรียนรู้ด้วยตนเอง ถึงวิธีที่จะไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย โลกใบนี้ยังมีหลายสิ่งหลายอย่าง ที่คนทั่วไปยังไม่รู้อีกมาก
วันอังคารที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2564
ผู้ถูกเลือก
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)